ตำรวจหน่วย FBI ของสหรัฐมีอำนาจและหน้าที่ทำอะไรบ้าง

FBI (Federal Bureau of Investigation) เป็นองค์กรสืบสวนระดับชาติที่มีอำนาจดำเนินงานทั่วทั้งสหรัฐอเมริกา มีสำนักงานใหญ่ใน Quantico รัฐเวอร์จิเนีย นอกกรุงวอชิงตันดีซี พวกเขาเป็นองค์กรที่ทำการสอบสวนภายในประเทศ และตำรวจท้องที่ไม่สามารถทำได้ นอกจากนี้ FBI ยังมีทรัพยากรที่ช่วยเหลือในการบังคับใช้กฎหมายท้องถิ่นเมื่อจำเป็น แต่ละปัจจัยที่แสดงด้านล่างจะทำให้เรารู้ว่า FBI ทำอะไรบ้าง และวิธีการทำงานของพวกเขาเป็นอย่างไร

สำนักงานส่วนภูมิภาค

FBI จะมีตัวแทนอยู่ในสำนักงานภูมิภาคที่ตั้งอยู่ในเมืองใหญ่ หรือขนาดกลางทั่วอเมริกา ตัวแทนของ FBI ทำงานจากสำนักงานในเมืองใหญ่อย่างเมืองนิวยอร์ก และเล็กที่สุดเช่นจูโนรัฐอลาสกา สำนักงานภูมิภาคมีหน้าที่สนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายท้องถิ่น รวมถึงขยายอำนาจพื้นที่สืบสวนกลาง หากคุณต้องการติดต่อกับ FBI คุณสามารถค้นหาสำนักงานท้องถิ่นในเมืองที่ใหญ่ที่สุดที่อยู่ใกล้คุณ

อำนาจในการสืบสวนต่างประเทศ

FBI อ้างเขตอำนาจศาลในดินแดนอเมริกาเท่านั้น กรณีต้องเป็นไปตามข้อกำหนดสำหรับเขตอำนาจศาลของรัฐบาลกลาง แต่ตัวแทนของเอฟบีไอไม่สามารถทำงานบนดินแดนต่างประเทศได้ FBI สามารถสืบสวนคนที่ออกจากประเทศได้ แต่ FBI จะต้องส่งต่อข้อมูลไปยังสาขาสืบสวนอื่น ๆ เพื่อจัดการกับการจับกุมอาชญากรดังกล่าว

สามารถจัดการคดีอาญากรรมได้ทุกประเภท

FBI ดำเนินการหลายแผนกที่ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาอาชญากรรมบางประเภท มีแผนกอาชญากรรมไซเบอร์ ที่กำหนดเป้าหมายอาชญากรรมเฉพาะ ตัวแทนที่ทำงานในหน่วยงานเหล่านี้มีความรอบรู้ในอาชญากรรมเฉพาะด้านเป็นพิเศษ การฝึกอบรมนี้ช่วยให้ FBI ปิดคดีใหญ่ๆ และการฝึกอบรมเดียวกันนั้นก็ใช้งานได้ดีเมื่อ FBI กำลังช่วยเหลือหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอื่นๆ

ความช่วยเหลือในการบังคับใช้กฎหมาย

นี่คือส่วนหนึ่งของ FBI ที่ได้รับความนิยมจากโทรทัศน์หรือที่เห็นบ่อยในภาพยนตร์ เมื่อทีม FBI ถูกส่งไปยังหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายท้องถิ่นเพื่อช่วยในการสืบสวน มีหลายครั้งที่เจ้าหน้าที่เอฟบีไอไปอยู่ที่นั่นเพื่อสนับสนุนตำรวจ หลายครั้งที่เจ้าหน้าที่เอฟบีไอจะเข้ามาสอบสวนคดีที่ตำรวจท้องที่ไม่สามารถจัดการได้

พวกเขามีห้องปฏิบัติการอาชญากรรมที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในโลก สามารถส่งหลักฐานเพื่อการวิเคราะห์ไปยัง Quantico ได้เร็วกว่าหน่วยงานตำรวจ นอกจากนี้ FBI ยังสนับสนุนหน่วยงานสืบสวนของรัฐ โดยทุกรัฐจะมีเอฟบีไอเวอร์ชั่นของตนเอง และหน่วยงานของรัฐนั้นมักจะหันไปหาเอฟบีไอเพื่อขอความช่วยเหลืออยู่หากพวกเขาคิดว่าสถานการณ์มันเริ่มรุนแรงขึ้น ในที่สุดหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายหรือตำรวจจะโทรร้อง FBI ทันทีเมื่อพวกเขารู้ว่าพวกเขามีคดีที่ใหญ่เกินไปสำหรับพวกเขา การเข้ามามีส่วนร่วมของ FBI จะทำให้ผู้ร้ายเริ่มรู้สึกเป็นกังวลมากขึ้น เพราะชื่อเสียงของพวกเขาเป็นที่เลืองชื่อกันในหลายด้าน ด้วยกำลังคนที่มากกว่า อาวุธที่ทันสมัย ที่จะช่วยให้ปิดคดีได้เร็วมากยิ่งขึ้น

ระบบโครงสร้างตำรวจประเทศสหรัฐอเมริกา

เมื่อพูดถึงตำรวจที่มีความซับซ้อนมากที่สุดคงจะไม่พ้นสหรัฐอเมริกา พวกมีระบบตำรวจที่มีการกระจายอำนาจมากที่สุดในโลก แม้ว่าทุกชุมชนจะมีสิทธิ์ในการดำนเนินงานภายในเขตของตนเอง แต่ไม่มีใครสามารถขัดอำนาจจากทางเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางหรือรัฐไม่ให้ทำการสอบสวนในท้องถิ่นเกี่ยวกับความผิดที่เกิดขึ้นในเขตของพวกเขา หน่วยงานตำรวจมีห้าประเภทหลักคือ

  1. ระบบของรัฐบาลกลาง ประกอบด้วยกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิและกระทรวงยุติธรรม รวมถึง FBI, หน่วยงานปราบปรามยาเสพติด DEA, หน่วยสืบราชการลับ, บริการตรวจสอบไปรษณีย์
  2. หน่วยงานตำรวจและงานสืบสวนอาญากรรม มีพื้นที่อำนาจกระจายตัวไปทั่ว 50 รัฐ
  3. สำนักงานนายอำเภอมีพื้นที่หลายพันเขตพร้อมกองกำลังตำรวจของเขต
  4. กองกำลังตำรวจตามชานเมือง 1,000 แห่ง ตามด้วยพื้นที่เขตชนบท 20,000 แห่ง
  5. กองกำลังตำรวจประจำหมู่บ้าน 15,000 แห่ง

โครงสร้างหน่วยงานพิเศษ

นอกจากนี้ยังมีหมวดหมู่พิเศษเช่นตำรวจแห่งโคลัมเบีย กองกำลังต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานที่กำกับดูแลสะพาน อุโมงค์ อุทยาน และบางหน่วยงานตำรวจพิเศษจัดตั้งขึ้นเพื่อการป้องกันอัคคีภัย การอนุรักษ์ดินและวัตถุประสงค์อื่นๆ แม้ว่าจะมีหน่วยงานตำรวจนับหมื่นทั่วสหรัฐอเมริกา แต่ส่วนใหญ่ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น โครงสร้างตำรวจอเมริกันที่มีความซับซ้อนขนาดนี้ก็เป็นผลมาจากประชาชนที่ต้องการลดทอนอำนาจของพวกเขาเหล่านี้

news-Police-site

ทำให้มีคำถามตามมาว่ามันทำให้กองกำลังตำรวจอ่อนแอลงหรือเปล่า เมื่อการถกเถียงครั้งนี้ยังดำเนินต่อไปเทศบาลเมืองเล็กๆ หลายแห่งในสหรัฐอเมริกาได้เลือกที่จะรักษากำลังตำรวจของตนเอง ในขณะที่ฝ่ายเมืองอื่นได้ร่วมมือกันจัดตั้งกรมตำรวจระดับภูมิภาคเพื่อเพิ่มพื้นที่ในการประสานงาน ในบางประเทศที่มีรัฐบาลกลางมักจะมีโครงสร้างแบบนี้เช่นเดียวกัน อย่างในประเทศออสเตรเลียที่ระบุว่าทุก 6 รัฐจะมีหน่วยงานตำรวจที่บังคับใช้กฎหมายร่วมกันแต่ไม่ได้มีหน้าที่ออกกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับองค์กรของรัฐบาลกลาง รวมถึงไม่สามารถร่างกฎหมายที่ขัดแย้งกับเครือจักรภพได้ ซึ่งหลายประเทศพยายามที่จะหลีกเลี่ยงโครงสร้างการกระจายอำนาจแบบนี้เป็นที่สุด

ตำแหน่งยศของตำรวจอเมริกา

ก่อนที่เราจะมาดูลำดับยศกัน ขอบอกไว้ก่อนเลยว่าในประเทศสหรัฐอเมริกานั้นมีลำดับยศไม่เหมือนกัน อย่างเช่นในหน่วยงานพิเศษมักจะไม่มีลำดับยศที่ชัดเจน แต่จะมีการเรียกว่า “เจ้าหน้าที่พิเศษ” แทน นอกเหนือจากหน่วยงานพิเศษเหล่านี้ เรามักจะพบโครงสร้างตำแหน่งในหน่วยงานตำรวจทั่วไปได้ดังตัวอย่างด้านล่างนี้

  1. เจ้าหน้าที่เทคนิค (Police technician)
  2. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สายตรวจ และนักสืบ (Police officer)
  3. สิบตำรวจโท (Police corporal)
  4. สิบตำรวจเอก (Police sergeant)
  5. ร้อยตำรวจโท (Police lieutenant)
  6. ร้อยตำรวจเอก (Police captain)
  7. รองอธิบดีกรมตำรวจ (Deputy police chief)
  8. อธิบดีกรมตำรวจ (Chief of police)

ประวัติกรมตำรวจ หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

   สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  หรือกรมตำรวจ หรือบางคนอาจจะเรียกกันติดปากว่า กรมตำรวจแห่งชาติ ซึ่งปัจจุบัน คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นหน่วยงานที่ดูแลกิจการเกี่ยวกับตำรวจในประเทศไทย

ประวัติ ตำรวจไทยยุคต้น (ก่อน พ.ศ. 2403)

กิจการตำรวจ มีมาก่อน พ.ศ. 2403 แต่หลักฐานที่แน่ชัดพอจะหาได้ในสมัยกรุงศรีอยุธยา คือในแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ตราระเบียบการปกครองบ้านเมืองเป็น 4 เหล่า เรียกว่า จตุสดมภ์ ได้แก่ เวียง วัง คลัง นา ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้มีตำรวจขึ้นด้วยและให้ขึ้นอยู่กับเวียง มีเจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์สมุหนายกอัครมหาเสนาบดี เป็นผู้บังคับบัญชา
กิจการตำรวจครั้งนั้นแบ่งออกเป็นตำรวจพระนครบาล ตำรวจภูธร ส่วนตำรวจหลวงให้ขึ้นอยู่กับวัง มีเจ้าพระยาธรรมาธิบดีศรีรัตนมณเฑียรบาล เป็นผู้บังคับบัญชา และทรงโปรดเกล้าฯ ให้ตราศักดินาของตำรวจไว้เป็นบรรทัดฐานในบทพระอัยการระบุตำแหน่งนายพลเรือน เช่นเดียวกับข้าราชการฝ่ายอื่น ดังนี้
ตำรวจภูธร หลวงวาสุเทพ เจ้ากรมมหาดไทย ตำรวจภูธร ศักดินา 1,000 ขุนพิศณุแสนปลัดขวา ศักดินา 600
ตำรวจภูบาล หลวงเพชรฉลูเทพ เจ้ากรมมหาดไทย
ตำรวจภูบาลศักดินา 1,000 ขุนมหาพิชัย ปลัดขวา ศักดินา 600 ขุนแผลงสะท้าน ปลัดซ้าย ศักดินา 600
นอกจากนี้ยังมีเอกสารหลายชิ้นที่แสดงว่าบุคคลที่จะเป็นตำรวจได้นั้นต้องคัดเลือกจากผู้ที่มีชาติกำเนิดสืบเชื้อสายมาจากตระกูลที่ได้ทำคุณความดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และต้องเป็นบุคคลที่ทรงวางพระราชหฤทัย การบังคับบัญชาตำรวจก็ต้องขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะแต่พระองค์เดียว กิจการตำรวจในยุคนี้จะจัดตั้งเพื่อให้ทำหน้าที่ในวงจำกัด และมิได้ขยายไปยังส่วนการปกครองทั่วประเทศเท่าไหร่นัก แต่เมื่อเหตุการณ์บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไป มีการติดต่อกับชาวต่างประเทศมากขึ้น กรมตำรวจจึงได้รับความสนใจที่จะปรับปรุงรูปแบบเพื่อให้เป็นไปตามแบบอย่างประเทศตะวันตก

ตำรวจไทยยุคปฏิรูปการปกครอง

กิจการตำรวจระหว่างปี พ.ศ. 2403 ถึง พ.ศ. 2475 เป็นสมัยที่ได้มีการปฏิรูปการปกครองประเทศไทยอย่างขนาดใหญ่ในทุกๆ ด้าน ตามแบบอย่างอารยประเทศตะวันตก ซึ่งได้เริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กล่าวคือในปี พ.ศ. 2405 ได้ว่าจ้าง กัปตัน เอส.เย.เบิร์ด เอมส์ (Captain Sammoal Joseph Bird Ames) ชาวอังกฤษ ซึ่งได้รับบรรดาศักดิ์เป็น หลวงรัฐยาภิบาลบัญชา มาเป็นผู้พิจารณาวางโครงการจัดตั้งกองตำรวจ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยภายในเขตนครหลวงตามแบบอย่างยุโรปขึ้นเป็นครั้งแรก แต่เนื่องจากเหตุทางการเมืองระหว่างประเทศในสมัยนั้นซึ่งเป็นยุคที่ประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส โปรตุเกส ฮอลันดา กำลังแข่งขันกันหาเมืองขึ้นในทวีปเอเชีย การจัดระเบียบการปกครองประเทศขณะนั้นจึงเพ่งเล็งไปในด้านป้องกันประเทศเป็นหลักใหญ่ นโยบายการตำรวจก็ต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับนโยบายการเมืองระหว่างประเทศและทหารด้วยเป็นธรรมดา

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 การปรับปรุงการตำรวจ นอกจากได้ขยายงานตำรวจนครบาลโดยให้ นาย เอ.เย.ยาดิน (A.J.Jardine) มาช่วยงานเพิ่มขึ้นแล้ว ยังได้จัดตั้งตำรวจภูธรขึ้นในรูปทหารโปลิศ เมื่อ พ.ศ. 2419 สำหรับเป็นกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยในส่วนภูมิภาคและให้สามารถปฏิบัติการทางทหารได้ด้วย โดยว่าจ้าง นาย ยี.เชา. (G.Schau) ชาวเดนมาร์คมา เป็นผู้วางโครงการ ผู้บังคับบัญชาส่วนมากก็โอนมาจากนายทหาร ต่อมาใน พ.ศ. 2420 ได้เปลี่ยน “กองทหารโปลิศ” เป็น “กรมกองตระเวนหัวเมือง” จนถึงปี พ.ศ. 2440 ได้ตั้ง “กรมตำรวจภูธร” ขึ้นแทนกรมกองตระเวนหัวเมือง โดยมี พลตรีพระยาวาสุเทพ (ยี.เชา.) เป็นเจ้ากรมตำรวจภูธร

ในปี พ.ศ. 2444 ได้มีการจัดตั้งโรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธรขึ้นที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อผลิตนายตำรวจออกรับราชการตำแหน่งผู้บังคับหมวดในส่วนภูมิภาค แม้ต่อมาในปี พ.ศ. 2447 จะได้ย้ายมาตั้งที่ตำบลห้วยจรเข้ อำเภอเมืองนครปฐม ก็ถือกันว่า โรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธร ซึ่งตั้งขึ้นครั้งแรกที่จังหวัดนครราชสีมา เป็นต้นกำเนิดของโรงเรียนนายร้อยตำรวจปัจจุบัน

กำลังพลในระยะแรกใช้ตำรวจ แต่ต่อมาเมื่อทางทหารได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติเกณฑ์ทหาร ทางตำรวจภูธรก็ได้ขออนุมัติใช้กฎหมายฉบับนี้ เมื่อปี พ.ศ. 2448 ได้เกณฑ์คนเข้าเป็นตำรวจด้วยเช่นเดียวกัน เมื่อได้จัดตั้งกรมตำรวจภูธรขึ้นแล้ว ก็ได้พยายามขยายการตำรวจไปยังหน่วยการปกครองส่วนภูมิภาคตามลำดับ เพื่อให้มีกำลังตำรวจสำหรับป้องกันปราบปรามโจรผู้ร้าย อำนวยความร่มเย็นเป็นสุขให้แก่ประชาชาชน

ต่อมาได้ขยายกิจการตำรวจภูธรไปยังหน่วยการปกครองส่วนภูมิภาคมากยิ่งขึ้น ทางด้านตำรวจนครบาลก็ได้ว่าจ้าง นาย อีริค เซนต์ เจ.ลอซัน (Mr. Eric Saint J.Lawson) ชาวอังกฤษเข้ามาช่วยอีกคนหนึ่ง

กิจการตำรวจในยุคนี้ขึ้นอยู่กับ 2 กระทรวงคือ กระทรวงนครบาล (กรมพลตระเวน หรือ ตำรวจนครบาล) และกระทรวงมหาดไทย (กรมตำรวจภูธร) และต่อมาได้รวมเป็นกรมเดียวกันภายใต้การบังคับบัญชาของอธิบดีคนเดียวกันเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2458 เรียกว่า “กรมตำรวจภูธรและกรมพลตระเวน” กรมตำรวจจึงถือว่าวันที่ 13 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันตำรวจ และในปลายปีนั้นเองได้เปลี่ยนเป็น “กรมตำรวจภูธรและกรมตำรวจนครบาล” ยกฐานะเจ้ากรมขึ้นเป็นอธิบดี

ต่อมาในปี พ.ศ. 2465 ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้รวมกระทรวงนครบาลกับกระทรวงมหาดไทยเข้าเป็นกระทรวงเดียวกันเรียกว่า กระทรวงมหาดไทย กรมตำรวจภูธรและกรมตำรวจนครบาลจึงโอนมาขึ้นอยู่กับกระทรวงมหาดไทย และในปี พ.ศ. 2469 ได้เปลี่ยนนามกรมตำรวจภูธรและกรมตำรวจนครบาลเป็น “กรมตำรวจภูธร” แต่ยังคงแบ่งตำรวจออกเป็น 2 ประเภทคือ

ตำรวจนครบาล คือตำรวจที่จับกุมโจรผู้ร้ายไต่สวน ทำสำนวนฟ้องศาลโปลิศสภาโดยตรง
ตำรวจภูธร คือตำรวจที่ทำการจับกุมโจรผู้ร้ายได้แล้วส่งให้อำเภอไต่สวนทำสำนวนให้อัยการฟ้องศาลอาญาประจำจังหวัดนั้นๆ
จนกระทั่ง พ.ศ. 2475 จึงได้เปลี่ยนนามกรมตำรวจภูธรเป็น “กรมตำรวจ”

ตำรวจไทยยุคหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง

การตำรวจยุคนี้เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕ ถึงปัจจุบัน จะเรียกว่า ตำรวจยุคปัจจุบัน หรือตำรวจสมัยระชาธิปไตยก็ได้หลังจากที่ ประเทศไทยได้เปลี่ยน แปลงการปกครองเป็นระบบประชาธิปไตยแล้วโดยประกาศเสนาบดี กระทรวงมหาดไทย เรื่องการแบ่งส่วนราชการกรมตำรวจ พ.ศ. ๒๔๗๕ กิจการตำรวจได้แบ่งออกเป็น ๔ ส่วน คือ

ส่วนที่ ๑ เป็นหน่วยบริหารงานส่วนกลางและสำนักบริหาร ของอธิบดีกรมตำรวจมีกองขึ้นตรง ๖ กอง คือ

๑. กองกลาง ๒. กอง บัญชี ๓. กองโรงเรียน ๔. กองคดี ๕. กองตรวจคนเข้าเมือง ๖. กองทะเบียนกลาง

 

ส่วนที่ ๒ คือ ตำรวจนครบาล

ส่วนที่ ๓ คือ ตำรวจภูธร

ส่วนที่ ๔ คือ ตำรวจสันติบาลเป็นหน่วยที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังที่ได้ยกเลิก ตำรวจภูบาล ตำรวจกลาง และตำรวจกองพิเศษ

จากนั้นกิจกการตำรวจก็ได้มีการปรับปรุงให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมมาโดยลำดับ และในปี ๒๕๔๑ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ ตราพระราชบัญญัติโอนกรมตำรวจ จากสังกัดกระทรวงมหาดไทย ไปจัดตั้งเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

หน้าที่ตำรวจไทย

ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ตำรวจไว้ใน ลักษณะที่ 1 บททั่วไป มาตรา 6 สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นนิติบุคคลอยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี และมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

  1. รักษาความปลอดภัยสำหรับองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาทผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระบรมวงศานุวงศ์ ผู้แทนพระองค์ และพระราชอาคันตุกะ
  2. ดูแลควบคุมและกำกับการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจซึ่งปฏิบัติการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
  3. ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา
  4. รักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชนและความมั่นคงของราชอาณาจักร
  5. ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของข้าราชการตำรวจหรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
  6. ช่วยเหลือการพัฒนาประเทศตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย
  7. ปฏิบัติการอื่นใดเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้การปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่ตาม (1)(2)(3)(4) หรือ (5)เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ในกรณีที่มีกฎหมายกำหนดความผิดทางอาญาขึ้นสำหรับการกระทำใดเป็นการเฉพาะและตกอยู่ภายใต้อำนาจหน้าที่ของข้าราชการตำรวจหรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตาม (3)(4) หรือ (6) จะตราพระราชกฤษฎีกาโอนอำนาจหน้าที่ตาม (3)(4) หรือ (5)เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดทางอาญาดังกล่าวทั้งหมดหรือบางส่วน ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของหน่วยงาน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่อื่นใดก็ได้ ในกรณีเช่นนั้นให้ข้าราชการตำรวจและสำนักงานตำรวจแห่งชาติพ้นจากอำนาจหน้าที่ดังกล่าวทั้งหมด หรือบางส่วน และให้ถือว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ พนักงานสอบสวน หรือพนักงาน ฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแล้วแต่กรณี ทั้งนี้ ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว

ผบก.ภ.8 มอบปืนพกประจำกายใหม่ให้ ตร.ใน 7 จว.ใต้ ใช้ป้องกันตัว

ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ส่งมอบอาวุธปืนพกซิกซาวเออร์ใหม่ถอดด้าม 3,466 กระบอก แก่ จนท.ตำรวจ ใน 7 จังหวัดรวม 121 สถานีในสังกัด ใช้ทดแทนปืนลูกโม่สมัย พ.ศ.2482…

เมื่อวันที่ 23 ม.ค.ที่ตำรวจภาค 8 อ.ถลาง จ.ภูเก็ต พล.ต.ท.สรศักดิ์ เย็นเปรม ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 เป็นประธานในพิธีส่งมอบอาวุธปืนพกประจำกายจำนวน 3,466 กระบอกให้แก่ข้าราชการตำรวจ ประกอบด้วย สายป้องกันปราบปราม สายสืบสวนและหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ตำรวจภูธรภาค 8 จาก 121 สถานี จำนวน 7 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ ระนอง สุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมราช โดยมีรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ผู้บังคับการ รองผู้บังคับการตำรวจภูธร หัวหน้าสถานีแต่ละจังหวัดร่วมรับมอบ จากนั้นได้ร่วมปล่อยแถวขบวนรถเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรภาค 8

พล.ต.ท.สรศักดิ์ กล่าวว่า โครงการการแจกจ่ายอาวุธปืนจำนวน 3,466 กระบอกดังกล่าว สืบเนื่องจากที่ปัจจุบันสถานการณ์อาชญากรรมเกือบทุกประเภทมีแนวโน้มสูงขึ้น รุนแรงและมีการพัฒนารูปแบบที่สลับซับซ้อน อีกทั้งมีลักษณะเป็นเครือข่ายขบวนการและใช้อาวุธที่มีความรุนแรงขึ้น เพื่อต่อสู้ขัดขวางการจับกุมของเจ้าหน้าที่เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่สายตรวจ-ชุดสืบสวน และหน่วยปฏิบัติการพิเศษได้รับบาดเจ็บหลายราย สร้างความสูญเสียแก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยข้อจำกัดอาวุธประจำกายของเจ้าหน้าที่ เนื่องจากมีการใช้อาวุธปืนประจำกายประเภทอาวุธปืนพกลูกโม่ขนาด .38 ปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่ปี 2482 เป็นต้นมา รวมอายุการใช้งานกว่า 78 ปี

จากปัญหาดังกล่าว พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้ริเริมจัดทำโครงการจัดหาอาวุธปืนจำนวน 55,150 กระบอก ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วประเทศ และเมื่อวันที่ 12 พ.ค.58 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบสนับสนุนงบประมาณ 990 ล้านบาทจัดหาอาวุธปืนกึ่งอัตโนมัติขนาด 9 มม.พร้อมอุปกรณ์จำนวน 55,150 กระบอกแจกจ่ายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วประเทศ ก่อนทำการจัดซื้อและส่งมอบ โดยตำรวจภูธรภาค 8 ได้รับมาประมาณ 3,466 กระบอก และนำมาแจกจ่ายให้กับ 121 สถานี เพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้นำไปใช้ในการปฏิบัติงาน ซึ่งเป็นอาวุธปืนที่ได้เป็น ปืนยี่ห้อซิกซาวเออร์ รุ่น P320SP

ทำไมตำรวจไทยต้องซื้ออาวุธปืนใช้เอง

ภาพรองเท้านับพันคู่ที่วางเรียงแถวจองคิวจนเต็ม บางคนนอนรออยู่ในแถวรองเท้า บุคคลเหล่านี้คือเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นประทวนที่เดินทางมาที่กองสรรพาวุธ สำนักงานส่งกำลังบำรุง ถนนเศรษฐศิริ เพื่อรอรับอาวุธปืนที่สั่งซื้อจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตามโครงการจัดหาอาวุธพกประจำกายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

 

สำหรับโครงการดังกล่าวเป็นการจัดหาอาวุธปืนพกสั้น ยี่ห้อซิก ซาวเออร์ พี 320 เอสพี ขนาด 9 มม. จากประเทศสหรัฐอเมริกา จัดทำขึ้นในสมัย พลตำรวจเอก สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อเป็นสวัสดิการแก่ข้าราชการตำรวจไว้ใช้ปฏิบัติงานและป้องกันชีวิต-ทรัพย์สินของตนเอง

 

“ปืนกระบอกนี้ราคา 23,890 บาท รวมค่าเดินเอกสารทุกอย่าง ถ้าซื้อราคาตลาดก็ราคารวมเกือบ 90,000 บาท” ตำรวจภูธรนายหนึ่งจากจังหวัดร้อยเอ็ดบอกกับ THE STANDARD

 

โครงการนี้ปิดรับจองเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2558 สั่งซื้อวันสุดท้าย 30 พฤษภาคม 2558 ด้วยการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย โดยเมื่อชำระเงินแล้วต้องส่งสำเนาการโอนเงินพร้อมใบสั่งซื้อไปยังบริษัท ฟิกซ์เทค จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนโรงงานซิก ซาวเออร์ ประจำประเทศไทย เพื่อออกใบรับเงินและใบรับปืนให้ผู้สั่งซื้อเก็บไว้เป็นหลักฐาน

 

ขณะที่เมื่อตรวจสอบไปที่หน้าเว็บไซต์ของบริษัท ฟิกซ์เทค จำกัด แจ้งว่ามีการเปิดให้ชำระเงินรอบ 2 ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม ถึง 31 ธันวาคม 2560

 

นายตำรวจจากจังหวัดร้อยเอ็ดท่านเดิมบอกกับเราว่า ภาพการต่อคิวทุลักทุเลเมื่อวานคือตำรวจที่ชำระเงินรอบ 2 แล้วมารอรับปืน แต่สำหรับคนที่ชำระเงินรอบแรกไปเมื่อปี 2558 สามารถไปรับปืนเพื่อนำมาดำเนินการขึ้นทะเบียนซื้ออาวุธปืน (ป.3) ได้ทันทีที่กรมการปกครอง (วังไชยา)

 

นายตำรวจท่านเดิมเล่าให้เราฟังว่า ตนใช้สิทธิ์วันลาของตัวเองเดินทางจากจังหวัดร้อยเอ็ดร่วมกับเพื่อนตำรวจอีก 4 คนเพื่อเป็นตัวแทนมารับอาวุธปืนที่สั่งซื้อไว้รวม 35 กระบอก

 

ส่วนตัวรับราชการตำรวจมาตั้งแต่ปี 2533 ด้วยฐานะทางบ้านที่ไม่ดี เพิ่งจะมีปืนพกประจำกายเป็นของตัวเองกระบอกแรกเมื่อปี 2546 เป็นปืนขนาด .38 กู้เงินสหกรณ์ตำรวจมาซื้อ ราคาตอนนั้นอยู่ที่ 40,000 กว่าบาท และปืนกระบอกนั้นคืออาวุธคู่กายมาถึงวันนี้ จนกระทั่งมีโครงการนี้เกิดขึ้นจึงตัดสินใจขอยืมเงินญาติมาซื้อ

 

“เรามันลูกตาสีตาสา เรียนจบติดยศก็ไม่มีเงินซื้อปืนเอง ต้องใช้ปืนหลวง แต่บางคนบ้านเขาพอมีฐานะก็ซื้อปืนใช้เองได้เลย”

 

 

ทำไมต้องซื้อปืนเอง?  เราถาม

 

นายตำรวจจากจังหวัดร้อยเอ็ดอีกท่านตอบแทรกว่า โรงพักก็มีปืนหลวง แต่สภาพเก่าและมีไม่ครบจำนวนตำรวจทั้งโรงพัก ในทางปฏิบัติไม่ค่อยมีใครอยากเบิกปืนหลวงมาใช้ เพราะหากนำของหลวงมาใช้แล้วชำรุดหรือสูญหายจะต้องถูกตั้งกรรมการสอบวินัย ต้องชดใช้ในราคาเต็ม ตำรวจทุกคนจึงอยากมีปืนไว้เป็นของตัวเองเพื่อความมั่นใจในการปฏิบัติงาน และสามารถเก็บไว้ให้ลูกให้หลานหรือนำไปขายในยามจำเป็น

 

นายตำรวจสันติบาล จังหวัดสมุทรปราการ เข้ามาแทรกวงคุยกับเราเสริมถึงเรื่องปืนสวัสดิการซิก ซาวเออร์ ล่าสุดนี้ว่า ข้อเสียของโครงการนี้คือห้ามโอนซื้อขายปืนกระบอกนี้ แต่สามารถเป็นมรดกให้ทายาทกรณีที่เราเสียชีวิตได้เท่านั้น เขาตั้งข้อสังเกตว่าในอนาคต ปืนรุ่นนี้จำนวนหนึ่งอาจกลายสภาพเป็นปืนเถื่อนได้ เนื่องจากห้ามโอนซื้อขาย แต่ในทางปฏิบัติอาจมีนายตำรวจที่ใช้งานไปแล้วไม่ถูกใจ นำไปขายต่อในตลาดมืด เปลี่ยนสภาพจากปืนหลวงไปเป็นปืนเถื่อน เพราะไม่สามารถขายในระบบปกติได้

 


ตำรวจทุกนายไม่จำเป็นต้องมีอาวุธปืน

พันตำรวจเอก ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้กำกับงานหน่วยปฏิบัติการพิเศษ หรือหน่วยคอมมานโด บอกกับ THE STANDARD ว่าจริงๆ ปืนหลวงนั้นมีให้เบิกใช้ได้ตามสถานีตำรวจหรือโรงพัก จะมีทั้งปืนยาวและปืนสั้น แต่จะเป็นปืนรุ่นเก่าล้าสมัย เจ้าหน้าที่ตำรวจส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะซื้อปืนมาใช้เอง

 

ถามว่าจะให้จัดสรรอาวุธปืนครบทุกนายคงไม่พอ เพราะตำรวจมีสองแสนกว่าคน และใช่ว่าตำรวจทุกนายจำเป็นต้องใช้ปืน แต่ยืนยันว่าหลวงมีอาวุธปืนให้เบิกใช้ปฏิบัติหน้าที่ เมื่อเสร็จภารกิจก็นำมาเก็บคืน เหมือนในต่างประเทศก็เบิกอาวุธปืนไปใช้ เมื่อเลิกงานก็มาเก็บคืนเข้าตู้ แต่ก็ยอมรับว่าอาวุธปืนของราชการเป็นรุ่นเก่า ในสมัยที่ตนเองรับราชการใหม่ๆ ก็ไม่เบิกปืนหลวงใช้ เพราะกลัวชำรุดสูญหาย กลัวจะถูกตั้งกรรมการสอบวินัย

 

ส่วนตัวเห็นว่าโครงการจัดหาอาวุธปืนซิก ซาวเออร์ พี 320 เอสพี เป็นโครงการที่ดี เพราะเป็นปืนที่ผ่านมาตรฐานกองทัพสหรัฐฯ ที่ผ่านมาตำรวจต้องหาเงินไปซื้อปืนเองในราคาสูง ดังนั้นตำรวจแต่ละนายก็จะใช้ปืนหลากหลาย ซึ่งผิดหลักการปฏิบัติงาน

 

การปฏิบัติงานของตำรวจจะแบ่งเป็นคู่บัดดี้ ดังนั้นการใช้ปืนยี่ห้อเดียวกัน รุ่นเดียวกัน ข้อดีคือเมื่ออีกฝ่ายได้รับบาดเจ็บก็สามารถโอนแมกกาซีนให้อีกคนใช้ได้ แต่หากใช้ปืนคนละแบบก็จะยากหากเผชิญเหตุ

 

ผู้การคอมมานโดบอกกับเราว่า อาวุธปืนสำหรับตำรวจสามารถส่งเสริมความมั่นใจในการปฏิบัติงานได้ อย่างไรก็ตาม การมีอาวุธปืนที่ดีควบคู่กับการผ่านการฝึกฝนที่ดีก็สามารถช่วยให้ประชาชนปลอดภัย เวลายิงปะทะจะได้ไม่พลาดไปถูกประชาชน ช่วยรักษาชีวิตตำรวจให้กลับไปหาคนที่รักได้ และช่วยลดการวิสามัญคนร้าย สามารถยิงเพื่อหยุดยั้ง ไม่หมายเอาชีวิต

 

ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องดีไหม แต่จากการสอบถามตำรวจหลายนายก็ดูเต็มใจที่จะจ่าย แต่ก็มีบางคนสะท้อนว่าหากปืนหลวงเป็นปืนรุ่นใหม่ พวกเขาก็เต็มใจที่จะใช้ปืนหลวง “ทุกวันนี้หลายคนเกลียดอาชีพตำรวจ แต่อย่างน้อยอยากให้รู้ว่าพวกเราเสียเงินตัวเองเพื่อซื้ออาวุธไว้ปกป้องพวกท่าน”

5 หลักเกณฑ์รับคดีของกองปราบ หน่วยงานที่ใครๆ ต้องพึ่ง!

จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้? ที่ใครๆ เขาร่ำลือกันใหญ่โตว่า “กองบังคับการกองปราบปราม” เป็นหน่วยงานที่รวมสุดยอดตำรวจนักสืบสมองปราดเปรื่องไว้เข้าด้วยกันหลายต่อหลายนาย ..เอาเป็นว่าตำรวจทั่วฟ้าเมืองไทย ใครมีแววเฉิดฉายจะถูกทาบทามให้มารวมตัวกันที่นี่ เพื่อช่วยกันขุดปมร้าวสาวปมลึกคดียิ่งใหญ่ซับซ้อนระดับประเทศ สืบสวนสะสางหยิบยื่นความยุติธรรมให้บังเกิดแก่ชาวบ้านตาดำๆ ตามสโลแกน “ที่พึ่งสุดท้ายที่หมายพึ่ง” 

โดยเฉพาะในรอบ 3 – 4 ปีที่ผ่านมา “กองปราบปราม” ดึงความเชื่อมั่น-ศรัทธา ของประชาชนกลับคืนสู่ตำรวจได้อย่างล้นหลาม พิสูจน์ความชัดเจนด้วยผลงานคดีดังระดับประเทศ ทำความจริงปรากฏ ลากตัวคนผิดชดใช้กรรมในซังเตหลายคดีนับไม่ถ้วน พร้อมการขับเคลื่อนหน่วยงานด้วยบุคลากร รุ่นเก่า – รุ่นใหม่ ไฟแรง เทคโนโลยีการสืบจับที่ทันสมัย สำคัญที่สุดคือ “กลไกสมองตำรวจ” ฝีไม้ลายมือ ความรอบคอบ ฉับไว จึงเป็นอีก 1 เหตุผลที่ครองใจประชาชนตาดำๆ มาจนถึงวันนี้

เปิดที่มาหน่วยงานระดับประเทศ ขอบเขตความรับผิดชอบ และหลักเกณฑ์การรับคดีของตำรวจกองปราบปราม ที่หลายคนอาจไม่เคยรับรู้  … “กองปราบปราม” มีหน้าที่และความรับผิดชอบเกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อย ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม สืบสวนสอบสวนการกระทำผิดที่มีโทษทางอาญาเกี่ยวกับชีวิตร่างกาย ทรัพย์สิน ผู้มีอิทธิพล มือปืนรับจ้าง อาวุธสงคราม และความผิดอันเกี่ยวกับการก่อความไม่สงบสุขแก่ประชาชน ที่ต้องใช้กำลังปฏิบัติการเสริมจำนวนมาก

หรือสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามการก่อการจลาจลและควบคุมฝูงชน ระงับเหตุฉุกเฉิน หรือปราบปรามการก่อการร้าย การก่อวินาศกรรม การจับกุมคนร้ายที่มีอาวุธร้ายแรงทั่วราชอาณาจักร ปฏิบัติงานด้านรถสายตรวจ มีหน้าที่ถวายความอารักขา และรักษาความปลอดภัยองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระบรมวงศานุวงศ์ ผู้แทนพระองค์ พระราชอาคันตุกะ และบุคคลสำคัญ

เดือดร้อนแค่ไหน เข้าข่ายไปร้องกองปราบ? 

1.มูลค่าความเสียหายของคดี 5 ล้านบาทขึ้นไป

2.คดีมีความซับซ้อนโยงหลายพื้นที่

3.คดีสำคัญอาชญากรรมร้ายแรง

4.คดีสะเทือนขวัญกระทบจิตใจ

5.คดีความมั่นคงระดับประเทศ

ขอบเขตการรับผิดชอบทั่วประเทศ 

กองกำกับการ 1 โดย พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกตุ ผกก.1 บก.ป. รับผิดชอบในเขตพื้นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล รับผิดชอบพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร บก.น.1-9

กองกำกับการ 2 โดย พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา ผกก.2 บก.ป. รับผิดชอบในเขตพื้นที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 และ 2

กองกำกับการ 3 โดย พ.ต.อ.นิรันดร์ ปิตะกาศ ผกก.3 บก.ป. รับผิดชอบในเขตพื้นที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 และ 4

กองกำกับการ 4 โดย พ.ต.อ.จรูญเกียรติ ปานแก้ว ผกก.4 บก.ป. รับผิดชอบในเขตพื้นที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 และ 6

กองกำกับการ 5 โดย พ.ต.อ.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง ผกก.5 บก.ป. รับผิดชอบในเขตพื้นที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 และ 8

กองกำกับการ 6 โดย พ.ต.อ.สมพงษ์ สุวรรณวงศ์ ผกก.6 บก.ป. รับผิดชอบในเขตพื้นที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และ ศชต.

กองกำกับการปฏิบัติการพิเศษ (คอมมานโด) โดย พ.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผกก.ปพ. รับผิดชอบสนับสนุนการปฏิบัติของหน่วยงานในสังกัดและนอกสังกัด ที่ต้องมีการใช้กำลังปฏิบัติการเสริมเป็นจำนวนมาก

ปัจจุบัน พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจกองปราบ ขับเคลื่อนผู้ใต้บังคับบัญชา ภายใต้สโลแกน “ที่พึ่งสุดท้ายที่หมายพึ่ง” ทั้งนี้ กองบังคับการปราบปราม อยู่ภายใต้หน่วยงาน กองบังคับการสอบสวนกลาง โดยมี พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการสอบสวนกลาง นั่งเก้าอี้กุมบังเหียน.

มาดูกันว่าหน้าที่ตำรวจทางหลวงทำอะไรบ้าง ?

ตำรวจทางหลวง คือ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ดูแลรักษาทางหลวงแผ่นดินนอกเขตกรุงเทพมหานคร อันประกอบด้วยหมายเลข 1-3 ตัว รวมทั้งทางหลวงพิเศษในประเทศไทย โดยตำรวจทางหลวง ถือ กำเนิดเกิดขึ้นมาในปี พ.ศ. 2503 ส่วนใหญ่พวกเขาทำหน้าที่เกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยแก่องค์พระมหากษัตริย์ และองค์ราชินี รวมทั้งมีหน้าที่ตรวจตรา ดูแล รักษาความสงบเรียบร้อย พร้อมป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมอย่างเคร่งครัด ตามประมวลกฎหมายรวมทั้งวิธีพิจารณาความอาญา และตามกฎหมายอื่นๆ ซึ่งมีความเกี่ยวข้อง กับความผิดทางอาญารวมทั้งการจราจร เป็นการบริการประชาชนผู้ใช้ถนนหนทางให้เกิดความสะดวก , รวดเร็ว รวมทั้งมีปลอดภัย ในเขตทางหลวง รวมทั้งทางพิเศษซึ่งอยู่ในเขตอำนาจรับผิดชอบ ตลอดจนควบคุมดูแลการใช้ถนนทางหลวงให้เป็นไปตามกฎหมาย

‘ตำรวจทางหลวง’ สามารถโบกรถได้ทุกคันหรือไม่

คุณเคยมีประสบการณ์แบบนี้บ้างไหม ? เมื่อขับรถออกไปต่างจังหวัด มักจะเจอการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง หรือบางคนให้ฉายาพวกเขาไว้ว่า ‘ฉลาม’ โดยพวกเขามักตั้งด่านเพื่อสกัดรถให้ชะลอและจอด เพื่อตรวจความผิดปกติของรถยนต์ หรือสิ่งของที่บรรทุกมา เป็นต้น สำหรับในวันนี้เรามาดูกันดีกว่าว่า ตำรวจทางหลวง มีหน้าที่ทำอะไรได้บ้าง ?

โบกรถทุกคันได้ไหม ?

คำตอบที่ถูกต้อง ก็คือ ไม่ได้แต่ก็ไม่ใช่ทุกครั้ง เพราะข้อกฎหมายในส่วนนี้มีการตีความค่อนข้างกว้างมาก

ใครสามารถโบกรถให้เราจอดได้บ้าง ?

คำตอบก็คือ เจ้าพนักงานจราจร หรือ พนักงานเจ้าหน้าที่จราจร ซึ่งได้รับมอบหมายตาม พ.ร.บ. จราจรเท่านั้น ที่สามารถมีสิทธิ์มาโบกรถได้ แต่ถ้าเป็นตำรวจหน่วยอื่นมาโบก ก็ถือว่าผิดแล้ว นอกจากนี้ถึงแม้จะเป็นพนักงานจราจรจริง หากแต่การโบกรถจะต้องเกิดขึ้นจากการตั้งด่าน, จุดตรวจ , จุดสกัดซึ่งตั้งขึ้นอย่างถูกต้องตามกฎหมายด้วย

ทำไมถึงโดนโบก ?

แล้วทำไม ตำรวจทางหลวง หรือ พนักงานจราจร จะเลือกโบกของคุณ คำตอบก็คือ คุณอาจทำอะไรสักอย่างที่ดูว่า น่าจะผิดตาม พรบ.ทางหลวง มาตรา 23 คือ พนักงานจราจร หรือ ตำรวจทางหลวง สามารถเรียกยานพาหนะให้หยุดเพื่อทำการตรวจสอบได้ ในกรณีเชื่อว่ามีการกระทำผิด เพราะฉะนั้นถ้ารถของคุณดูไม่น่าสงสัยอะไร เขาก็ไม่สามารถโบกให้คุณจอดได้

โดนโบกก็ต้องจอด

ถ้าคุณโดนโบกไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม สิ่งที่คุณควรทำ ก็คือ จอดเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ถ้าคุณขับหนีก็อาจจะโดนตามจับได้ ! อย่าพาลคิดว่าไม่ผิดก็ไม่จอดแบบนั้นมันดูน่าสงสัยสุดๆ เป็นเรื่องแน่นอนว่าถ้าคุณจอดแล้ว อาจต้องโดนตรวจสอบรอบคัน แต่จงขอให้มั่นใจในตัวเองเอาไว้ถ้าไม่ผิดจริงก็อย่าไปยอม

“หนุมาน กองปราบ” ทีมปฏิบัติการพิเศษชุดใหม่ ของกองบังคับการปราบปราม

พาทำความรู้จักกับ “หนุมาน กองปราบ” ทีมปฏิบัติการพิเศษชุดใหม่ ของกองบังคับการปราบปราม โดยวันนี้ (22 ม.ค.2563) หนุมานกองปราบ ได้โชว์ผลงานในการทำคดีชิงทอง จ.ลพบุรี ได้อีกครั้งหลังเพิ่งก่อตั้ง และฝึกฝนทีมพ.ย.2562

จากข้อมูลของกองปราบ ให้ข้อมูลว่า “หนุมาน” ชุดปฏิบัติการพิเศษชุดใหม่ของ “กองปราบปราม”

  • กองปราบปรามเปิดตัวชุดปฏิบัติการพิเศษ กองกำกับการสนับสนุน บก.ป. ภายใต้ชื่อใหม่ “หนุมาน กองปราบ”
  • เป็นหน่วยกำลังหลักในการตรวจค้น จับกุมคดีสำคัญ รวมทั้งสนับสนุนภารกิจของหน่วยงานในสังกัด
  • เตรียมส่งกำลังไปฝึกหลักสูตรต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศ เพิ่มขีดความสามารถ ประสบการณ์ เรียนรู้ เพื่อนำกลับมาพัฒนาหน่วยงาน
  •  เพื่อให้เป็นชุดปฏิบัติการพิเศษ ที่มีมาตรฐานเทียบเท่าสากล ทำงานเป็นที่พึ่งของประชาชน
  •  ภายใต้หน่วยงานที่เป็นมืออาชีพ ทำงานอย่างเป็นกลาง และเคียงข้างประชาชน ด้วยความถูกต้อง

สำหรับหน่วย “หนุมาน” เพิ่งจะมีการจัดตั้งขึ้นมาเมื่อช่วงเดือน พ.ย.2562 เพื่อมาทดแทนการทำงานของหน่วยคอมมานโด ที่โอนย้ายไปสังกัดตำรววจราชวัลลภรักษาพระองค์ 904

หน่วย “หนุมาน” เป็นหน่วยเฉพาะกิจที่ขึ้นตรงกับกองกำกับการสนับสนุน กองปราบปรามที่มี พ.ต.อ.วิจักขณ์ ตารมย์ ผกก.สสน.บก.ป.เป็นผู้นำ

ภาพ:กองปราบปราม

ภาพ:กองปราบปราม

 

หน้าที่หลักของหน่วยนี้ก็คือเป็นหน่วยกำลังที่คอยสนับสนุนผลงานของ กก.1-6 เมื่อมีเหตุการณ์ที่ต้องใช้กำลังจับกุมคนร้าย หรือผู้มีอิทธิพลโดย พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผู้บังคับการกองปราบปราม (ผบก.ป.) เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า

อยากให้หน่วยงานนี้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เหมือนหน่วย S.W.A.T. ที่คนรู้จักกันทั่วโลก

การตั้งชื่อหน่วยหนุมาน เพราะกองปราบปราม เป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงกับกองบัญชาการสอบสวนกลาง ซึ่งผู้บัญชาการการสอบสวนกลาง มีรหัสเรียกขานว่า “นารายณ์ 1“ และพระนารายณ์ ซึ่งก็คือ “พระราม” ในเรื่องรามเกียรติ์ ที่มีทหารเอกคู่ใจคือ “หนุมาน” ผู้มีอิทธิฤทธิ์สูงส่ง คล่องแคล่ว รวดเร็ว สามารถสู้รบกับทศกัณฐ์และพวกได้เป็นอย่างดี จึงนำมาตั้งเป็นชื่อของหน่วยปฏิบัติการพิเศษของกองปราบฯ คือ “หนุมาน กองปราบ”

ปัจจุบันหน่วย “หนุมาน” มีกำลังพล 40 นายที่ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตร อาทิเช่น ต่อต้านการก่อการร้าย อรินทราช swat advance และหลักสูตรต่างๆ

สีกากี : ที่มาและความหมาย

สีกากี( Khaki / ภาษาอังกฤษ ) ในเครื่องแบบตำรวจ และข้าราชการไทย นั้นมีที่มาตั้งแต่ช่วงที่ไทยเรามีการเจรจาการค้ากับประเทศตะวันตก  และถูกบีบให้มีการปรับปรุงให้เกิดความเป็นสากล ทันสมัย จึงได้รับอิทธิพลจากเครื่องแบบ วัฒนธรรมการแต่งกายอย่างตะวันตก โดยเฉพาะอังกฤษ  จึงได้นำสีกากีเข้ามาเป็นมาตรฐานในเครื่องแบบข้าราชการพลเรือน

     ส่วนสีกากีของตำรวจ นั้นเดิมจะคล้ายกับสีของข้าราชการพลเรือนแต่เข้มกว่าเล็กน้อย  แต่ในยุคหลัง ๆ นี้จะนิยมโทนสีเทา จนถึงเทาเข้มเกือบดำ อันเนื่องมาจากไม่มีระเบียบใดกำหนดไว้ว่าจะต้องใช้สีผ้าเบอร์ไหน(ในส่วนของทหารมีการกำหนดชัดเจน)  จึงทำให้ในการเข้าแถวรวมจะเห็นความแตกต่างได้ชัดเจน ไม่เป็นเอกภาพ  ในส่วนนี้ทาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะต้องระดมสมองกำหนดความชัดเจนมา เมื่อได้เบอร์สีแล้วก็สั่งทอ ออกจำหน่าย ตร. เอง นำรายได้เข้ามูลนิธิก็ได้ เกิดประโยชน์ได้อีก

     สีเครื่องแบบสวนสนามของโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ดูจะใกล้เคียงกับสีกากีดั้งเดิมของตำรวจที่สุดแล้ว(ตามรูป)

     บางกระแสก็มาแปลคำว่าสีกากี แท้จริงแล้วคือสีของดิน เหตุผลก็เพื่อให้ข้าราชการทำตัวติดดินอยู่กับประชาชน รับใช้แผ่นดิน รับใช้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งคำว่า “ภูมิพล” ก็แปลว่า “กำลังของแผ่นดิน”   สีของเครื่องแบบข้าราชการคือสีกากีคือ สีแห่งข้ารับใช้แผ่นดิน

     สีกากี(ไทยวิกีพีเดีย) มีที่มาจากทหารในกองทัพบริติชอินเดีย เป็นสีน้ำตาลปนเหลืองหรือสีสนิมเหล็ก ใกล้เคียงกับทีแทนหรือสีเบจ คำว่ากากีเป็นคำยืมจากฮินดีอูรดู ख़ाकी และภาษาอูรดู خاکی (ทั้งสองภาษามีความหมายว่า สีของดิน) ซึ่งได้รับมาจากภาษาเปอร์เซีย ی (khâk, มีความหมายว่า “ดิน”) ซึ่งอังกฤษได้รับมาจากบริติชอินเดีย  จากทหารในกองทัพบริติชอินเดีย ใช้เป็นสีเครื่องแบบรวมถึงชุดอำพรางของกองทัพในหลายประเทศทั่วโลก ใช้เป็นชื่อของสีในอังกฤษตั้งแต่ปี ค.ศ. 1848