Ford เปิดตัวรถตำรวจ ระบบไฮบริด ใช้ครั้งแรกที่แอลเอ และนิวยอร์ค

Police Responder Hybrid เป็นรถตำรวจไฮบริดที่ใช้ได้ทั้งน้ำมันและไฟฟ้าคันแรกของแอลเอ และคาดว่าจะมาแทนที่รถตำรวจทุกคันในสหรัญอเมริกาในภายในฤดูร้อนปีหน้า
ล่าสุด Ford เปิดตัว รถตำรวจ ที่ใช้ระบบไฮบริดคันแรกให้แก่ตำรวจใน ลอส แองเจลลิสและนิวยอร์คใช้งาน โดยทุ่มงบประมาณทั้งหมดกว่า 4.5 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐเพื่อกระจายรถยนต์พลังงานไฟฟ้าดังกล่าวให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ในงานราชการทั่วประเทศ

การเปิดตัว Police Responder Hybrid คือส่วนหนึ่งของแผนการที่รณรงค์การใช้รถยนต์ระบบไฟฟ้าของ Ford โดยในออนาคตจะมีการเพิ่มระบบไฮบริดเข้าไว้ในรถยนต์รุ่น F-150 และ Mustang และในอนาคตอันใกล้ Ford จะเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า SUV ขนาดเล็กที่คาดว่าจะสามารถวิ่งด้วยระบบไฟฟ้าได้ถึง 480 กม. ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง โดยจะมีการเปิดตัวในภูมิภาคอเมริกาเหนือ, ยุโรป และเอเชีย

ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการอเมริกาเหนือของฟอร์ด มอเตอร์แถลงข่าวแนะนำรถตำรวจไฮบริดที่สามารถไล่ล่าคนร้ายได้ โดยกล่าวว่า นอกจากช่วยประหยัดค่าเชื้อเพลิงแล้วยังช่วยงานตำรวจในการปกป้องชุมชน เป็นรถตำรวจไฮบริดที่ใช้ได้ทั้งน้ำมันและไฟฟ้าคันแรกของแอลเอ สามารถเร่งความเร็วจาก 0 กม./ชม.เป็น 90 กม/ชม.ได้ภายใน 6 วินาที ใช้เครื่องยนต์ 4 สูบ ความจุ 2 ลิตร และแบตเตอรีลิเทียมไอออนกำลัง 1.4 กิโลวัตต์ สามารถแล่นได้ 61 กม./ชม. ประหยัดน้ำมันเกือบ 2 เท่าของรถตำรวจรุ่นทอรัสที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน. และคาดว่ารถตำรวจ Ford Police Responder Hybrid จะมาแทนที่รถตำรวจทุกคันในสหรัญอเมริกาในภายในฤดูร้อนปีหน้า

เรื่องราวของปืน AK47 หรือ Kalashnikov

ปืน Ak-47 หรือปืน Kalashnikov ปืน M16 ให้หมายถึง ปืนไรเฟิลจู่โจม

AK-47 หรือ Kalashnikov คือ อาวุธปืนที่ใช้ง่ายและราคาถูก นิยมใช้งานกันมากที่สุดในโลก
AK-47 คือ อนุสรณ์ความทรงจำผลงานชิ้นสุดท้ายของ Mikhail Kalashnikov
บิดาของปืน AK-47 ที่เสียชีวิตในวัย 94 ปีที่รัสเซีย

1. Mikhail Kalashnikov คือ ผู้การรถถังคันหนึ่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
กลายมาเป็นผู้ออกแบบอาวุธปืน  เพราะได้รับบาดเจ็บที่ไหล่ช่วงทำสงครามที่ Bryansk
ในช่วงที่พักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลในปี 1942 เขาได้รับยินเสียงบ่นจากเพื่อนทหารที่บาดเจ็บจากการรบ
เรื่องเกี่ยวกับปืนไรเฟิลจู่โจมของรัสเซียหลายเรื่องมาก  จนทำให้เขาตัดสินใจที่จะพัฒนาเปลี่ยนแปลงพวกมัน
Mikhail Kalashnikov มียศจ่าสิบเอกในช่วงที่ออกแบบปืน AK-47

2. ปืน Kalashnikov กระบอกแรกผลิตขึ้นในปี 1947
มาจาก Avtomat Kalashnikova = Kalashnikov’s Automatic Gun
ในภาษา Russian: Автома́т Кала́шникова  จึงเป็นที่มาของชื่อ AK-47
ปืน AK-47 ได้รับรางวัล  Stalin Prize และ Order of the Red Star
ปืน AK-47 กลายเป็นอาวุธประจำหน่วยรบกองทัพโซเวียตรัสเซียตั้งแต่ปี 1949

Mikhail Kalashnikov ได้รับเพียงเงินเดือนกับรางวัลเท่านั้นในการคิดค้นปืน AK-47
ทำให้เขาหวังว่าจะทำเงินได้จากผู้ผลิตเหล้าวอดก้า 2 รายที่ใช้ชื่อเหล้าวอดก้า Kalashnikov
ในช่วงบั้นปลายชีวิต Kalashnikov ทำเงินได้จำนวนมากจากการไปปรากฎตัวในงานแสดงอาวุธรอบโลก

ปืนลูกซอง Commando

ปืนลูกซอง Commando ขนาด 12 ปั๊มแอ็คชั่น ลำกล้องยาว 18.5 นิ้ว 

เรียกว่าไปอุ้มมาจาก สน.อส.เลยละกันครับ
ซื้อเสร็จ อุ้มกล่องใส่ปืน สีดำยาวๆใหญ่ๆ ขึ้น BTS แล้วไปต่อรถทัวร์กลับบ้าน  เสียวๆอยู่ แต่ทำหน้าตาเรียบร้อยเอาไว้
มีใบคุมปืนมาด้วย เลยโล่งใจอยู่บ้างครับ นั่งอุ้มมาตลอดทางหลายชั่วโมง

กระบอกนี้ ผมหาข้อมูลมาอยู่พักใหญ่ๆ ก็คิดว่าน่าจะเป็นปืนที่คุ้มราคาครับ 21500 บาท
– ตั้งใจจะเอามาไว้ซ้อมมือ ไว้ติดบ้าน ไว้บรรจุแคร๊กๆ แคร๊กๆ สนุกๆ มันก็น่าจะตอบโจทย์ของผมได้ดี
– ถ้าเกิดเหตุในบ้านจริงๆผมคงใช้ปืนพกสั้นมากกว่า เนื่องจากคล่องตัวกว่าเยอะเลย
– กระบอกนี้เลยตั้งใจซื้อไว้ยิงเล่นที่สนามมากกว่าครับ จะว่าไปก็เกินความจำเป็นอยู่ครับ นี่ความอยากล้วนๆเลย
– เพื่อนๆมาเห็น อยากได้มั่งอีก 2 – 3 คนเลย อิอิ
– ผมนี่นับว่ามือใหม่มากสำหรบลูกซองครับ ยังมีปัญหาในการบรรจะตอนที่ดันลูกเข้าไป ต้องดันจนสุดลึกๆ แล้วรู้สึกว่า กลัวนิ้วโดนลิ้นป้อนกระสุนหนี
– พอดันไม่สุด กระสุนก็ไม่เข้า เด้งออกมาที่บนลิ้นป้อนอีกซะงั้น ถ้าเป็นไปได้แทบอยากจะผ่าเปิดช่องใส่กระสุนให้กว้างขึ้นเลย
– ลองใช้งานเบื้องต้น ถอดสปริงที่ดันกระโจมมือกลับ ออกไปแล้ว เพื่อให้ค้างสไลด์ได้ เคลียร์รังเพลิงได้ง่าย และบรรจุทางช่องคัดปลอกได้สะดวกขึ้น











สารานุกรมปืน ที่มาของระบบกลไกและขั้นตอนการใช้งานพื้นฐานของปืนกลเบาแบบ Type 11

ก่อนอื่นผมต้องขอชี้แจงก่อนว่านี่ไม่ใช่ประวัติของตัวปืนนะครับเพราะเจ้าปืนกระบอกนี้ยังมีอยู่หลายอย่างที่ยังคลุมเครืออยู่มากจึงยังไม่สามารถทำเป็นประวัติโดยตรงออกมาได้แต่ผมจะมาบอกถึงที่มาของมันและขั้นตอนการใช้งานพื้นฐานนะครับ

หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นได้รู้จักกับปืนกลเบาแบบ Hotchkiss จากฝรั่งเศสและได้ทำการตั้งโครงการพัฒนาปืนกลเบาสำหรับผลิตและใช้ในกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นขึ้นมาเองโดยมีพื้นฐานมาจากปืนกลเบา Hotchkiss


ในเวลานั้นพลโท Kijirō Nambu ได้ออกแบบการปรับปรุงวิธีการป้อนกระสุนของระบบกลไกปืนกลเบา Hotchkiss เสียใหม่ด้วยการเปลี่ยนจากการใช้ แบบตลับหนีบไปเป็นการใช้กล่องบรรจุกระสุนพร้อมฝาปิดแทน ผลที่ได้ก็คือทำให้ปืนมีความกระทัดรัดมากขึ้นในการเคลื่อนย้าย และ เพิ่มความสะดวกในการส่งกำลังบำรุงมากขึ้นเพราะ,มันใช้คลิปหนีบกระสุน 5 นัดร่วมกับปืนไรเฟิลแบบ 38 ของทหารราบทั่วไป (ที่มาของเลข 11 ในชื่อปืนกระบอกนี้มาจากการที่มันถูกผลิตในปี 1922 ซึ่งในปฏิทินญี่ปุ่นจะตรงกับปีจักรพรรดิไทโซที่ 11 พอดี)




ข้อเสียของปืนกลชนิดนี้ที่ใช้ระบบปฏิบัติการของ Hotchkiss นั่นก็คือต้องคอยหยอดน้ำมันสำหรับบริหารกลไกอยู่บ่อยครั้งมิฉะนั้นแล้ว ชิ้นส่วนภายใน ปืนจะฝืด ทำให้เกิดการขัดลำได้ในขณะเดียวกันปืนชนิดนี้ก็ไม่สามารถใช้งานได้เมื่อถูกสิ่งสกปรกอย่างเช่นฝุ่นหรือว่าโคลนเข้าไปอยู่ในระบบภายในจึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มันนั้นจำเป็นจะต้องมีการป้องกันสิ่งสกปรกเป็นอย่างมากสำหรับทหารที่มีมันเป็นอาวุธประจำกาย

ขั้นตอนการใช้งาน ( อันนี้ผมศึกษามาจาก ใน YouTube นะครับ )

1. ปลดห้ามไกปืนโดยการบิดคันห้ามไกไปด้านหลังเข้าหาตัวผู้ใช้งาน



2. เปิดฝากล่องบรรจุจากนั้นบรรจุกระสุนด้วยแหนบกระสุน 5 นัดของปืนไรเฟิลแบบ 38 จำนวน 6 อัน


3. ปิดฝากล้องบรรจุ


4. ดึงคันรั้งลูกเลื่อนมาด้านหลังเข้าหาตัวผู้ใช้งาน


5. ดันคันรั้งลูกเลื่อนกลับไปด้านหน้าจนสุด (เพียงเท่านี้ปืนก็พร้อมยิงแล้วครับ)

ปืนกระบอกนี้สามารถยิงอัตโนมัติได้อย่างเดียวเท่านั้นโดยผู้ใช้งานสามารถจะลั่นไกออกไปเป็นชุด ชุดละ 5 นัดแหนบกระสุนก็จะถูกปล่อยออกมาจากตัวปืน 1 แหนบ นั่นหมายความว่าสามารถยิงออกเป็นชุดละ 5 นัดได้ 6 ครั้ง หรือจะลั่นไกค้างส่งกระสุนออกไปจนหมด 30 นัดเลยก็ได้โดยทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับตัวของผู้ใช้งานเอง