Blog

ตำรวจไทย VS ตำรวจอเมริกา

เคยสงสัยกันไหมว่าทำไมหน่วยงานตำรวจในอเมริกาถึงมีความซับซ้อนมากเหลือเกิน เวลาที่เราดูหนังหลายคนคงจะเคยเกิดความสับสนถึงหน้าที่และขอบเขตในการทำงานมีอยู่เท่าไหน และพวกเขามีความแตกต่างจากตำรวจไทยบ้านเราอย่างไรบ้าง วันนี้เราจึงจะพามาหาคำตอบของคำถามที่หลายคนอาจจะเคยไม่เคยรู้จากที่ไหนมาก่อน ซึ่งมันอาจจะทำความเข้าใจได้ยากซักหน่อยแต่เราจะพยายามอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ไป

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจตำรวจของบ้านเรากันก่อน ประเทศไทยของเรามี “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ถือเป็นหน่วยงานระดับประเทศคอยบังคับใช้กฎหมายทั่วราชอาณาจักรไทย มีเจ้าหน้าที่ประมาณ 230,000 คน ประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่พลเรือนประมาณ 17 เปอร์เซ็นต์ ผู้ที่จะได้เข้ารับราชกาลตำรวจได้จะต้องสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเตรียมทหาร (หลักสูตร 2 ปี) ก่อนที่จะเข้ารับการศึกษาต่อภายในโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เป็นวิธีที่ไม่ต้องสอบแข่งขันกับคนอื่นเพราะถือว่าได้รับการฝึกอบรมจนสอบผ่านในหลักสูตรเตรียมทหารมาแล้ว ส่วนใหญ่ได้รับการฝึกคล้ายกับทหาร แต่เน้นการบังคับใช้กฎหมายเพิ่มเติม

หน่วยงานของประเทศไทย

  1. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
  2. กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดน
  3. สำนักสอบสวนกลาง
  4. สำนักปราบปรามยาเสพติด
  5. กองบังคับการตำรวจภูธร
  6. สำนักการศึกษาตำรวจ
  7. ตำรวจการท่องเที่ยว
  8. สำนักตรวจคนเข้าเมือง
  9. สำนักงานตำรวจนครบาล

องค์กรตำรวงของประเทศสหรัฐอเมริกา

คุณจะแปลกใจเมื่อรู้ว่าพวกในสหรัฐอเมริกาไม่มีกองกำลังตำรวจแห่งชาติ แต่มีโครงสร้างตำรวจนระดับรัฐและท้องถิ่น มีเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 500,000 คน ประกอบไปด้วย 40,000 หน่วยงาน มากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นสำนักงานนายอำเภอที่จะมีสมาชิกเพียงหนึ่งหรือสองคน นอกเหนือจากนั้นเป็นหน่วยงานขนาดกลางเช่น กองกำลังตำรวจ, ตำรวจเมือง, ตำรวจชนบท, ตำรวจทางหลวง ซึ่งตำรวจธรรมดามักเรียกว่าสายตรวจตำรวจ นอกเหนือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำเต็มเวลาแล้วหลายเมืองยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเสริมอีกด้วย เมื่อมีอาชญากรรมเพิ่มมากขึ้นมักจะทำให้กำลังคนรวมถึงหน่วยงานเพิ่มขึ้นตามไปด้วย จึงไม่แปลกที่พวกเขาจะมีแยกย่อยมากกว่าหลายหมื่นหน่วยงาน

ระบบรัฐบาลกลาง

ได้แก่ หน่วยงานรัฐบาลกลาง มีอำนาจสูงสุดตามประมวลกฎหมายของสหรัฐอเมริกา และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลกลางผู้ที่ได้รับอนุญาตให้บังคับใช้กฎหมายในระดับรัฐ ทั้งสองต่างมีเจ้าหน้ากองกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นของตัวเอง (เช่นตำรวจสืบสวน FBI) หน่วยงานเหล่านี้มีอำนาจครบคลุมทั่วประเทศเพื่อบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลกลาง แต่ถูกจำกัดให้มีอำนาจตรวจสอบเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลโดยตรง ถึงจะบอกว่าถูกจำกัดพวกเขาก็แยกหน่วยออกมาอีกเพียบเช่น กรมตำรวจอุทยานแห่งชาติที่ได้รับอนุญาตให้จับกุมผู้ต้องหานอกเขตอำนาจศาลของรัฐบาลกลาง

เครื่องแบบตำรวจจาก 14 ประเทศทั่วโลก แตกต่างกันแค่ไหนนะ!!

ว่ากันว่า เครื่องแบบมักจะสะท้อนนิสัยและลักษณะการงาน นอกจากนั้น ยังบ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของท้องถิ่นได้ดีอีกด้วย เช่นเกียวกับเครื่องแบบตำรวจทั่วโลก ที่นอกจากจะเอื้อในด้านการออกปฏิบัติงานแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทผู้พิพักษ์สันติราชที่แต่ละประเทศมีความเสี่ยงที่แตกต่างกัน ลองไปดูเครื่องแบบจาก 14 ประเทศต่อไปนี้ ที่จะทำให้คุณเห็นคำว่าหน้าที่และความรับผิดชอบได้ชัดเจนขึ้น

 

อิตาลี

นายตำรวจ Carabinieri ที่หน้ามหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ ขณะที่เฮลิคอปเตอร์ของทางการบินเหนือศีรษะอยู่ในกรุงโรม ประเทศอิตาลี

 

สหราชอาณาจักร

คุณตำรวจ เบน ซินแคลร์ ยินยอมให้ถ่ายรูปของเขาในชุดเครื่องแบบตำรวจนครบาลพร้อมแจ็คเก็ตที่สามารถสังเกตเห็นได้จากที่สูงในลอนดอน

 

เซอร์เบีย

เจ้าหน้าที่ตำรวจเซอร์เบียของหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายพิเศษ ให้ถ่ายภาพนี้ได้ในฐานทัพนอกเบลเกรด

 

มาเลเซีย

หน่วย Federal Reserve (FRU)ตำรวจของมาเลเซียพร้อม อุปกรณ์ควบคุมจลาจลที่สำนักงานใหญ่ในกรุงกัวลาลัมเปอร์

 

นิวยอร์ก, สหรัฐอเมริกา

ตำรวจนิวยอร์ก (NYPD) ยืนเฝ้าอยู่ที่สนามของขบวนแห่วันเวสต์อินเดียน

 

อัฟกานิสถาน

ตำรวจอัฟกานิสถาน ถ่ายรูปในกรุงคาบูล

 

สวิตเซอร์แลนด์

สมาชิกของกองกำลังความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่หน้าสำนักงานใหญ่ของสหประชาชาติในกรุงเจนีวา

 

เม็กซิโก

สมาชิกของกองเรือรบ ถ่ายภาพหน้ารถประจำทางที่ใช้ในการฝึกอบรมที่ฐานของพวกเขาในเมืองเม็กซิโกซิตี้

 

อินเดีย

นายตำรวจของหน่วย Rapid Action Force (RAF) ของอินเดียถ่ายภาพนี้ในค่ายทหารของพวกเขาในนิวเดลี

 

ออสเตรีย

เจ้าหน้าที่ตำรวจออสเตรียในชุดเครื่องแบบ ด้านหน้ารถฉีดน้ำที่สำนักงานใหญ่ของพวกเขาในกรุงเวียนนา

 

ฟิลิปปินส์

นายตำรวจแห่งชาติฟิลิปปินส์ ถ่ายภาพคู่กับรถมอเตอร์ไซค์ลาดตระเวนชายแดน หน้าสถานีตำรวจในกรุงมะนิลา

 

เบลเยียม

สมาชิกของกองกำลังพิเศษของเบลเยี่ยม ที่สำนักงานใหญ่ใจกลางกรุงบรัสเซลส์

 

บอสเนีย

สมาชิกของหน่วยพิเศษสนับสนุนตำรวจ หน้าฐานของพวกเขาในเมือง Zenica กลางกรุงบอสเนีย

 

เวเนซูเอล่า

เจ้าหน้าที่ตำรวจแห่งชาติเวเนซุเอลา ถ่ายภาพคู่กับอุปกรณ์ป้องกันการก่อจลาจลและหุ่นที่ใช้ในช่วงเทศกาลคริสต์มาสในคารากัส

ส่องปืนจิ๋ว 5 กระบอก เล็กพริกขี้หนูมาดูกัน

ปืนคืออาวุธที่ใช้ในการทำลายล้างและทุกครั้งที่ถูกนำออกมาใช้จะตามมาด้วยเรื่องราวต่างๆ นานามากมาย ส่วนใหญ่ของการควักออกมาใช้มีแต่เรื่องร้ายและตามติดด้วยคดีความแทบทั้งสิ้น สำหรับคำถามยอดฮิต ปืนซุกซ่อนขนาดเล็กที่นิยมในวงการมีปืนยี่ห้ออะไรขนาดเท่าไรและมีราคาเท่าใด ตามกฎหมายอาวุธปืนที่สมควรต้องรับรู้เอาไว้สำหรับคนที่ชื่นชอบอาวุธประเภทนี้ สำหรับพลเรือนทั่วไป อย่างเราๆ ท่านๆ หากไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายปราบปราม จะไม่ได้รับอนุญาตให้พกพาอาวุธปืนติดตัวหรือติดรถไปในที่ต่างๆ ได้ หากเจอตำรวจเข้าตรวจค้นก็จะถูกจับกุมฐานพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะซึ่งผิดกฎหมายเต็มๆ เจ้าหน้าที่ยึดปืนไปตรวจสอบประวัติทะเบียนปืน ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลเสียเวลาเสียอนาคต มีปืนแต่ใจร้อนรุ่นใครมาแวบเป็นไม่ได้ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้ใกล้คุกตะรางเข้าไปอีก อาวุธปืนนั้นมีกฎหมายห้ามนำพาหรือพกพาติดตัว จะเป็นการปลอดภัยที่สุดเมื่อปืนมีการซื้อที่ถูกต้องตามกฎหมายมีทะเบียนและใบอนุญาตครอบครองในบ้านเพื่อเอาไว้ป้องกันทรัพย์สิน

ขนาดที่เล็กพกพาซุกซ่อนสะดวกอย่างที่บอกของปืนกระเป๋าทำให้นักเลงปืนหันไปให้ความสนใจ ปืนสำหรับการพกซุกซ่อนแบบแนบเนียน เรียกกันว่าปืน แบบ Pocket Gun Micro Compact, หรือ Sub Compact ซึ่งมีขนาดกระสุนหลายขนาด 6.35, 7.65, .22 lr, .380 (บางท่านเรียกว่า 9 มม. สั้น) หรือ 9 มม., .38, .357, 11 มม. หรือ .45 ขนาดกระสุนของปืนเล็ก .380 ไม่ควรเล็กกว่านี้เนื่องจากจะลำบากในการหาซื้อลูกแถม อำนาจในการหยุดยั้งเป้าหมายเป็นรองปืนที่มีขนาดใหญ่กว่าแต่ก็มีดีที่ความเล็กนั่นเอง และนี่คืออาวุธปืนแบบพกพาซุกซ่อน 5 กระบอก ที่คัดมาให้ชมประดับความรู้ด้านปืนผาหน้าไม้

Beretta MOD. 950 B / 21A
ปืนพกแบบออโตเมติกขนาดเล็กกะทัดรัดรุ่นนี้มีชื่อเสียงมากในด้านความแม่นยำเมื่อเทียบกับขนาดความยาวลำกล้อง เป็นอาวุธปืน 950 ที่ผลิตในขนาด 6.25 เริ่มต้นสายการผลิตในปี ค.ศ. 1952 เป็นปืนพกสั้นที่สามารถยัดใส่กระเป๋ากางเกง ซ่อนไว้ในถุงน่อง หรือแม้แต่พกไว้กับตัวที่กระเป๋าเสื้อ Beretta Mod.950B หรือ 21 A นั้น ในส่วนของรุ่น 950 ระบบการยิงจะเป็นแบบยิงทีละนัดหรือซิงเกิลแอ็กชั่นล้วน ส่วน 21 A มีกลไกการยิงแบบผสมทั้งดับเบิลแอ็กชั่นและซิงเกิลแอ็กชั่น Beretta 21 A ยังใช้กระสุนขนาด .22 ให้เลือกอีกด้วย ถือได้ว่าเป็นอาวุธติดกระเป๋าแบบเอาจริงเอาจังเพื่อวัตถุประสงค์ในการป้องกันตัวระยะใกล้ชนิดที่เรียกว่าจวนตัวแล้วเอาออกมาจ่อยิง รวมถึงพวกชอบยิงเป้าด้วยปืนสั้นเล็กที่ไม่มีแรงสะท้อนหรือเสียงดังสนั่นมากนักหรือเพื่อการกีฬา โดยเฉพาะนักเลงปืนหน้าใหม่ที่ต้องการความแม่นยำความทนทานและความปลอดภัย ด้วยการพกพาติดตัวที่ไม่เกะกะใหญ่โตจนน่าเกลียดยื่นยาวออกมาจนสังเกตเห็น 950 B / 21A ยังเป็นปืนเริ่มต้นสำหรับนักยิงปืนที่เพิ่งจะเริ่มฝึกยิง ช่วยเพิ่มประสบการณ์และทักษะในการใช้อาวุธปืนก่อนที่จะก้าวขึ้นไปเล่นปืนที่มีขนาดใหญ่กว่านี้ ระยะยิงที่หวังผลได้หากคนยิงนิ่งพอกับความเบาและความกะทัดรัดของมันทำให้ Beretta Mod. 950B / 21A ได้รับความนิยมชมชอบไปทั่วโลก โดยเฉพาะนักเลงปืนที่ชื่นชอบแบรนด์นี้เป็นพิเศษมักสะสมเจ้านี่เพื่อเอาไว้ลูบๆ คลำๆ ตามความชอบ แต่จะใช้เป็นอาวุธต่อสู้จริงๆ จังๆ คงไม่ค่อยมีใครนำไปใช้แบบนั้นจากอำนาจของการหยุดยั้งที่เป็นรองปืนที่มีขนาดลำกล้องที่โตกว่านี้
ข้อดี
– ด้ามจับถนัดมือ
– เล็ก เบา ซ่อนสบายๆ
– กระดกลำกล้องบรรจุกระสุนได้เลย
– ลูกราคาถูก หาได้ง่าย ยิงได้บ่อย
– เซฟ เข้าได้ทุกจังหวะ (ลดนก, ง้างนก)
– เสียงดัง (ยิงแล้วคนมักนึกว่ายิง 9 มม.)

ข้อเสีย
– ต้องเลือกยี่ห้อลูกปืนให้ดี ซื้อลูกความเร็วสูง CCI Stinger
– ไม่มีขอรั้งปลอกกระสุน เวลาลูกติดขัด ต้องกระดกลำกล้อง (บางครั้งก็ไม่ออก) แล้วต้องชักสไลด์อีกครั้ง ทำให้เป็น 2 จังหวะ
– ศูนย์หน้า-หลังเล็กมาก เล็งได้ไม่ดี ใช้ยิงระยะประชิดเท่านั้น

PSA .25
ปืนในขนาด .25 ACP หรือ 6.35 มม. เหมาะมากกับการพกซุกซ่อนแต่ไม่ค่อยจะเหมาะกับการใช้งานโดยทั่วไปเท่าไหร่ครับ เนื่องจาก กระสุนจะดูอ่อนไปหน่อยถ้าเทียบกับขนาดอื่น และตัวเล็กจับไม่ค่อยถนัดมือและเมื่อเวลาฉุกเฉินจะขึ้นลำกระสุนได้ลำบากความแม่นยำจะอยู่ในระยะสั้นๆ ประมาณ 10 เมตร เป็นปืนที่เหมาะกับผู้ที่ชำนาญการใช้อาวุธในการลอบสังหารมากกว่า ระบบเป็น โบลว์แบล็ก..ไกดับเบิลแอ็กชั่นล้วน (นกไม่มีหงอนและตกชิดโครงปืนทุกจังหวะ) น้ำหนักไกออกไปในแนวแข็งพอสมควร คาดว่าประมาณ 12-14 ปอนด์ แต่เวลาเหนี่ยวไกราบเรียบดีไม่มีศูนย์หน้า-หลัง แต่จะเซาะร่องเป็นแนวบนสันสไลด์ ให้พอจับทางเล็งได้ ไม่มีเซฟ และคันค้างสไลด์..ดังนั้น ในทุกจังหวะ ไม่ว่าจะขึ้นลำ หรือ ยิงหมด สไลด์จะปิดเสมอและนกจะตกลดชิดโครงปืนตลอดเวลา (เหมือนปืนลูกโม่ดับเบิลล้วน) และมีเซฟแม็ก ไว้เป็นนิรภัยแบบเดียวของปืน ซึ่งบางท่านไม่ชอบ รูปร่างออกแนวอาวุธของสายลับหรือปืนของสุภาพสตรี (โหดๆ) มีทั้งแบนบาง และไม่มีส่วนใดมีเป็นแง่มุมให้เกาะเกี่ยวเสื้อผ้า เวลาล้วงขึ้นมาใช้งานจากที่เก็บ ปืนขนาด 6.35 เป็นปืนกระเป๋าสำหรับซุกซ่อนเพราะมีขนาดที่เล็กกว่าปืนทั่วไป ใช้เป็นปืนสำรองหรือปืนสำหรับสุภาพสตรีเพราะมีขนาดกะทัดรัด ส่วนมากใช้ยิงที่ระยะหวังผลไม่เกิน 5-10 เมตร ปืนขนาดนี้คนยิงต้องมีความชำนาญในการวางตำแหน่งกระสุนบริเวณสำคัญๆ จากอานุภาพของกระสุนที่ไม่มีอำนาจในการหยุดยั้งหรือไม่รุนแรงพอที่จะทำให้คนร้ายล้มลงได้ทันทีทันใดกระสุนขนาด .25 ACP ของ Winchester แบบ FMJ หัวกระสุนหนัก 50 เกรน ให้ความเร็ว ณ ปากลำกล้องที่ 760 ฟุต/วินาที ให้พลังงาน ณ ปากลำกล้องที่ 64 ฟุตปอนด์

North American Arms.380 Guardian
ปืนพกกึ่งอัตโนมัติ NAA การ์ดเดียน ขนาด .380 ACP เริ่มสายการผลิตในปี 2544 โดยเป็นปืนพกกึ่งอัตโนมัติขนาดเล็กอีกตัวเลือกหนึ่งที่มีขนาดกระสุนใหญ่ขึ้น และยังคงคุณสมบัติเช่นเดียวกับ NAA การ์ดเดียน ขนาด .32 ACP คือมีความสมบูรณ์ในหลักการของปืนพกซุกซ่อน คือ ความสะดวกในการพกพา ความเชื่อถือได้ และประสิทธิภาพสูง ความจุซองกระสุน 6+1 นัด ความยาวลำกล้อง 2.49 นิ้ว
ความยาวปืน 120 มม. (4.75 นิ้ว) สูง 89.6 มม. (3.53 นิ้ว) หนา 23.6 มม. (.93 นิ้ว) น้ำหนักปืน (ไม่บรรจุกระสุน) 530 กรัม (18.72 ออนซ์) วัสดุสเตนเลสทำให้ NAA .380 Guardian มีโครงปืนที่แข็งแกร่งสุดๆ แถมยังมีด้ามที่จับถือได้ถนัดมือจากการออกแบบแม้จะมีขนาดที่เล็กกว่าปืนพกออโตเมติกทั่วๆ ไป ระบบการยิงของ North American Arms.380 Guardian เป็นแบบอัตโนมัติดับเบิลแอ็กชั่นล้วน ระยะและน้ำหนักของการเหนี่ยวไกเท่ากันทุกนัดทำให้สามารถควบคุมการยิงให้เข้าเป้าได้ดี NAA .380 Guardian เป็นปืนเล็กที่สวยงามและมีประสิทธิภาพพอตัว มีความแม่นยำใช้ได้ สามารถยิงหวังผลในระยะ 10 เมตรแบบไม่หลุดเป้าเล็ก งานประกอบสวยละเอียดประณีต มีขนาดตัวเล็กมากๆ เมื่อเทียบกับ .380 ด้วยกัน (เล็กกว่าคาวิน ทอมแคท) มีแรงสะท้อนกลับขณะยิงหรือที่นักเลงปืนเรียกกันว่าปืนเตะแรงตามขนาดปืนเล็กลูกโต ไกลากยาวลึกและหนักพอควรจนยิงให้เกาะกลุ่มเจาะเข้ากลางวงทุกเม็ดนั้นยาก

CZ92
เจ้าจิ๋วจอมแสบตัวเล็กแต่กัดเจ็บรุ่นนี้เป็นปืนแมกกาซีนระบบโบลว์แบ็ก กระสุนขนาด 6.35 ไกเป็นแบบดับเบิลแอ็กชั่นล้วนๆเหนี่ยวกระดิกไปเท่าไรก็ออกไปเท่าที่มีลูกอยู่ นกแบบไม่มีหงอนและตกชิดโครงปืนทุกจังหวะ ความรู้สึกในการเหนี่ยวไกออกมาในแนวเซฟตี้ปลอดภัยเพราะทำไกแข็งพอสมควร ประมาณ 8-10 ปอนด์ เวลาเหนี่ยวไกราบเรียบดีมาก CZ92 เป็นปืนสั้นจู๋ที่ไม่มีศูนย์หน้า-หลัง แต่ใช้การเซาะร่องเป็นแนวบนสันสไลด์ ให้พออาศัยได้เล็งไปยังเป้าหมายได้บ้างแต่ไม่ค่อยจะมีใครเอาไปใช้ส่องยิงเนื่องจากความจิ๋วของมันทำให้เล็งได้ยากเย็นเต็มกลืน กลไกแบบไม่มีเซฟ และใช้คันค้างสไลด์ ดังนั้น ในทุกจังหวะ ไม่ว่าจะขึ้นลำ หรือ ยิงหมด สไลด์จะปิดเสมอ และนกจะตกลดชิดโครงปืนตลอดเวลา มันทำตัวเหมือนกลไกของปืนลูกโม่ดับเบิลล้วน มีเซฟแม็กไว้เป็นเกราะนิรภัยแบบเดียวของปืน ซึ่งนักเลงปืนบางคนไม่ชอบ รูปร่างของปืน CZ กระบอกจิ๋วรุ่นนี้ออกมาในแนวมือถือที่แบนและเน้นบางเฉียบ งานประกอบเลิศสะแมนแตนน่าจับน่ายิงไปหมด และไม่มีส่วนใดของตัวปืนที่เป็นแง่เป็นมุมจากการออกแบบให้เรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทำให้การควักออกมาใช้งานไม่มีการเกาะเกี่ยวเสื้อผ้า ทำให้เกิดความปลอดภัยพอสมควร แมกกาซีนหรือซองบรรจุกระสุนได้ 8 นัด สามารถขึ้นลำโหลดลูกเข้าลำกล้องคาไว้ได้อีกหนึ่งนัด เป็นแบบ 8+1 สบายใจหายห่วงเนื่องจากกลไกนกตกตลอด ระยะยิง 25 เมตร แทบไม่หลุดจากคอขวดเป้าหุ่นคนเล็ก หากยิงในระยะประชิดตัว ราตรีสวัสดิ์ตัวใครตัวมัน กระสุนขนาด 6.35 mm. ความยาวตลอด 128 mm. หนา 21 mm. สูง 80 mm. น้ำหนัก 450 g. น้ำหนักไก 6 ปอนด์ บรรจุ 8 นัด ระยะหวังผล 25 m.

Ruger Lcp
ปืนพกซ่อนขนาดจิ๋วซึ่งนิยมกันมากในกลุ่มเจ้าหน้าที่ปราบปราม คนเล่นปืน รวมถึงมิจฉาชีพที่ชอบพกอาวุธเล็ก Ruger Lcp มีไกแข็งเป็นหิน กลไกในการเหนี่ยวเป็นระบบดับเบิลแอ็กชั่น ง้างนกก่อนยิงไม่ได้ และไม่มีเซฟให้ปลด แต่ข้อดีก็คือยิงในสถานการณ์ฉุกเฉินได้ง่ายและรวดเร็ว ไม่ต้องกังวลเรื่องนกไปเกี่ยวเสื้อผ้า/ขอบกางเกง หรือลืมปลดเซฟ การพกพานิยมโหลดลูกเข้าไปในรังเพลิง กลไกลที่ออกแบบมาโดยเน้นไปที่ความปลอดภัยของคนพกในการใช้งานไม่ลั่นได้ง่ายๆ หรือเล่นง่ายด้วยวิธีการทำให้ไกแข็งเอาไว้ก่อน สำหรับ Ruger Lcp ทั้งเล็กและเบา กระสุน .380 ACP อานุภาพแรงพอตัวโดนจุดสำคัญก็จอดไม่ต้องแจว Lcp เป็นปืนพกซ่อนขนาดเล็กที่เบามาก โดยมีน้ำหนักเพียง 266.48 กรัม ยาว 5.16 นิ้ว บาง 0.82 นิ้ว ความเบาเกิดจากวัสดุที่ใช้ทำปืนรุ่นนี้ เช่น High Performance Glass-Filled Nylon กับ Through-Hardened Steel ประสิทธิภาพ ระยะสิบเมตรเหนี่ยวเรื่อยๆจนหมดมีหลุดแค่ 1 นับว่ามีความแม่นยำพอตัวทั้งๆ ที่มีขนาดพอๆ กับโทรศัพท์มือถือ

กฎหมายเกี่ยวกับอาวุธปืนที่ควรรู้
ผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน แต่ครอบครองอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายก็มีความผิดเช่นกัน คำว่า “มีอาวุธปืน” หมายถึง มีกรรมสิทธิ์หรือมีไว้ในครอบครอง “มีกรรมสิทธิ์” หมายถึง เป็นเจ้าของอาวุธปืน “มีไว้ในครอบครอง” หมายถึง ยึดถืออาวุธปืน โดยมีเจตนายึดถือเพื่อตนเอง “ยึดถือ” หมายถึง กิริยาที่รับ ถือ หรือเอามารักษาไว้

กฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่า ห้ามมิให้บุคคลพกพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว เว้นแต่เป็นกรณีมีติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ เช่น ถือปืนติดตามคนร้าย หรือไฟไหม้บ้านต้องขนของและปีนหนีออกจากบ้าน หรือต้องพกปืนเพื่อป้องกันตัว เพราะนำเงินจำนวนมากติดตัวไปต่างจังหวัด

มาตรา 8 ทวิ ห้ามมิให้ผู้ใดพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว เว้นแต่เป็นกรณีที่ต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ ไม่ว่ากรณีใด ห้ามมิให้พาอาวุธปืนไปโดยเปิดเผย หรือพาไปในชุมนุมชนที่ได้จัดให้มีขึ้น เพื่อนมัสการ การรื่นเริง การมหรสพ หรือการอื่นใด

ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าผู้นั้นฝ่าฝืนมาตรา 8 ทวิ วรรคสองด้วย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท ผู้ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 8 ทวิ วรรคสองต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

กรณีปืนเถื่อนคือ ปืนไม่มีทะเบียน มีโทษ จำคุก 1 ปี ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 บาท ถึง 20,000 บาท

กรณีปืนผิดมือคือ ปืนมีทะเบียน (ทะเบียนจะออกให้ผู้ใดผู้หนึ่งโดยเฉพาะ) แต่อยู่ในความครอบครองของคนอื่น มีโทษ จำคุก ตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 1,000 บาท ถึง 10,000 บาท

ปี 2019 มีปืนพกตัวไหน ที่น่าใช้และน่าสนใจบ้าง

จบไปกับปี 2019 ไปแล้ว ขึ้นปี 2020 เราเลยจะมาสรุปกันว่า ปี2019 มีปืนพกตัวไหน ที่น่าใช้และน่าสนใจบ้าง มาฝากสำหรับทุกคนๆที่กำลังสนใจเรื่องนี้อยู่ มาดูกันเลยค่าาา

1.CZ75

-วัสดุทำจากโลหะล้วนทั้งกระบอก มีความทนทานสูง ซ่อมง่าย เนื่องจากวัสดุทำจากโลหะจึงมีข้อเสียคือความหนักทำให้การพกพาอาจลำบาก

-ปืนตัวนี้มีคนนิยมกันมากอะไหล่จึงหาง่าย

-เป็นระบบไกแบบ Double/Single มีห้ามไก ใช้งานง่ายเหมาะสมทุกสถานการณ์ พกพาขึ้นลำปลอดภัยสูง

specification

ขนาดกระสุน  :9 x19 MM LUGER/PARABELLUM , 9 x 21 MM IMI , .40S&W

ความจุ :12/15/16 นัด

น้ำหนัก : 1,120 กรัม

ระบบปฏิบัติการ : DA-SA

ระบบการยิง : SEMI-AUTO

ระยะหวังผล : 50 เมตร

ฟังก์ชัน : ศูนย์เลเซอร์ , ไฟฉาย , กล้อง ZOOM ระยใกล้ถึงไกล , กระบอกเก็บเสียง

ราคา 72,000 บาท ราคาอาจไม่แน่นอนนะครับ 

2.Glock19

นิตยสารปืนยุคก่อนทดสอบปืนให้รายละเอียด วิจารณ์เชิงลึกกว่านี้มาก ปัจจุบันยังกับอ่านแคตตาล็อก  มีการตลาดมาเกี่ยวข้องด้วยจากที่มองและอ่านๆดู
แม้แต่เวปปืนใหญ่ๆในเมืองไทยก็เหมือนมีสมาชิกที่คอยปกป้องภาพลักษณ์ของปืนบางยี่ห้อ

ยี่ห้อที่มีกระแสเชียร์สูงมากคือ Glock  เป็นปืนโครงโพลีเมอร์น้ำหนักเบา  ไกจังหวะเดียวแบบกึ่งดับเบิ้ล นิยมในไทยพอๆกับ Cz 75 แต่เสียงเชียร์ในเวปบอร์ดสูงกว่ามาก แถมใครวิจารณ์ข้อเสียมักจะถูกรุมด่า   ส่วนตัวมองว่าไม่เหมาะกับ ปชช คนไทย  เพราะมันออกแบบเป็นปืนทหารเมืองนอก โครงพลาสติกไม่ต้องซ่อม พัง ชำรุดก็เปลี่ยน  เมืองไทยปืนแพงขอยาก เปลี่ยนโครงใหม่ก็คือทำเรื่องซื้อกระบอกใหม่  ในด้านการใช้งานก็อันตรายในการพกขึ้นลำเพราะน้ำหนักไกเบา ระยะเดินไกสั้นมาก จะลั่นง่าย และมันไม่มีห้ามไก เมืองนอกเค้าพกซองนอกแบบแข็งมีที่ล็อกไก ส่วนปืนดับเบิ้ล/ซิงเกิ้ล พกขึ้นลำลดนก นัดแรกดับเบิ้ลไกจะหนักและลากยาว ปลอดภัยมากกว่าเยอะ

ปืนกล็อกที่นิยมในหมู่หน่วยงานผู้รักษากฏหมายในเมกาเพราะออกแบบมาเป็นปืนต้นทุนต่ำ ชิ้นส่วนน้อย ฟังก์ชันน้อย สับเปลี่ยนอะไหล่จากราวสามสิบกว่าชิ้น ได้เกินครึ่งในระหว่างโมเดลต่างๆ   ส่วนปืนระบบ da/sa ทั่วๆไปจะมีชิ้นส่วนราว 60 กว่าชิ้น  กล็อกจะสามารถดั้มราคาได้เยอะกว่า  มักจะชนะในการจัดหาอาวุธล๊อตใหญ่ๆ ที่ไม่ต้องการเกรดพรีเมี่ยม

specification

ปืนเวอร์ชั่น : GLOCK 19

บริษัท : GLOCK

ประเทศ : AUSTRIA

ผู้ผลิต : MR.GASTON GLOCK

กระสุน : 9 x 19 MM PARABELLUM/LUGER/HYDRA/SPARTAL

เเม็กกาซีน : 10/15/17 นัด

ระบบปฏิบัติการ : DOUBLE ACTION , SAFE ACTION

ระบบการยิง : SEMI-AUTO

น้ำหนัก : 0.5 Kg – 0.7 Kg

ฟังก์ชัน : กล้อง ZOOM , ปลอกเก็บเสียง , ศูนย์เลเซอร์

ราคาอยู่ที่ 80,000 บาท เป็นราคาที่ไม่แน่นอนนะครับ

3.Smith&Wesson M15, M60, M686

สมิธแอนด์เวสสัน ในฐานะผู้ผลิตปืนชั้นนำจากสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะปืนลูกโม่แบบเปิดโม่ออกด้านข้าง เหนี่ยวไกยิงได้โดยไม่ต้องง้างนก และแฟนพันธ์แท้ของสมิธฯอาจจะทราบด้วยว่า นาย โฮเรส สมิธ (Horace Smith) กับ แดเนียล บี. เวสสัน (Daniel B.wesson)ที่เขาเป็นคู่คิดเข้าหุ้นกันก่อตั้งบริษัทในชื่อนี้ตั้งแต่ปี ค.ศ 1854 นั้น เป็นคู่คิดออกแบบปืนสั้นคานเหวี่ยงรุ่นแรกที่ตั้งชื่อเหมือนภูเขาไฟว่า โวลแคนิก (Vocanic Lever-Action Pistol) ที่ต่อมาขายทั้งแบบทั้งโรงงาน(Vocanic Firearms Co.) ให้กับโอลิเวอร์ เอฟ. วินเชสเตอร์ (Oliver F. Winchester) ไปพัฒนาเป็นปืนยาวบุกเบิกตะวันตกจนโด่งดังไปอีกทางนึง

4.Colt 1911A1

ปืนพก M1911 ของบริษัท COLT สัญชาติอเมริกา ปืนในภาพเป็นซีรี่ย์ 80 ปืนรุ่น M1911 ถือว่าเป็นปืนที่ถูกสร้างขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จนคนเขาเรียกว่าเป็นปืนสงครามร้ายแรง ปืน M1911 มีชื่อเสียงและตำนานดังมายาวนานจนถึง 100 ปีกว่าได้ จนปัจจุบันปืนนี้ก็ได้ถูกแพร่หลายไปหลายบริษัทปืนเลยทีเดียวในการสร้างปืนโคลนให้เหมือน M1911 มันมีหลายรุ่น หลายซี่รี่ย์หลายบริษัทมากที่ผลิตปืนแบบนี้ เช่น บริษัท KIMBER , LLAMA , PARA ORDNANCE เป็นต้น ซึ่งบางหลายบริษัทต่างก็สร้างเลียนแบบปืน M1911 แล้วดัดแปลงลงส่วนที่ดีแปลกใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกให้ต่างจากบริษัทอื่น เป็นปืนที่นิยมแก่นักกีฬายิงปืนโดยเฉพาะ จนปัจจุบันปืนนี้ก็ยังไม่ตกยุคเพราะหลายบริษัทพัฒนามันอยู่เรื่อยๆ จนเป็นที่รู้จักมากขึ้น

Specification

ปืนเวอร์ชั่น : M1911A1

บริษัท : COLT

ประเทศ : USA

กระสุน : .45ACP

เเม็กกาซีน : 7 นัด

ระบบการยิง : SEMI-AUTO

น้ำหนัก : 1.08 Kg

ฟังก์ชัน : กล้อง ZOOM ระยะใกล้ถึงไกล , กระบอกเก็บเสียง , ศูนย์เลเซอร์ ,ไฟฉาย

5.Sig Sauer P320sp

มีความนิยมมากเพราะมีราคาที่ถูก สาเหตุที่ถูกนำมาใช้เป็นปืนตำรวจเพราะ

-มีความแม่นยำ คงทน

-เดินไกสั้นกว่า รีเซ็ตสั้น

-M9 ของเดิม กริปใหญ่ ด้ามใหญ่ กำไม่ถนัด รอบมือ

-ปากลำกล้องรองรับอุปกรณ์เก็บเสียง

-M9 ของเดิม เซฟตี้แย่ (อยู่บนสไลด์ ใช้นิ้วโป้งกดยาก)

-p320 เป็นระบบเข็มพุ่ง ต่างกับ M9 ที่เป็นระบบนกสับ <<อันนี้มีดีมีเสียทั้งคู่ ไม่ได้แย่กว่ากันแต่อย่างไร

-แสตนดาดแม็กของM9 จุแค่15 นัด ,p320 แสตนดาดจุได้ 17 นัด (9mm ขนาดแสดนดาตทั่วๆไปส่วนใหญ่จะจุ17+หมดแล้ว ขนาดp226แต่ก่อนจุแค่15 ทุกวันนี้ทำแม็กใหม่ เป็น17 หมดละ)

-M9 เป็น ศูนย์เหล็กติดตัวสไลด์ ,p320 เป็นred dot sight<<อันนี้มีดีมีเสียทั้งคู่ ไม่ได้แย่กว่ากันแต่อย่างไร

-ลำกล้องp320 ยาว5.4 in(รวมเกลียวใส่ลดเสียง) ,m9 ยาว4.9in ไม่มีเกลียว

-p320 นน เบากว่า

-ราคาถูกกว่า

-ไกดับเบิ้ลล้วน ไกหนัก

6. SIG SAUER P365

ราคา 75,000 บาท ปืน P365 ขนาดพกพาเล็กกะทัดรัดใช้งานได้ทุกวัน ด้วยน้ำหนักเพียง 500 กรัม
9 มม. ความจุกระสุน 10 + 1 ด้วยไกที่คม ไว้ใจได้ น้ำหนักเบาและพกซ่อนได้ง่าย
มีรางสำหรับติดไฟฉายหรือเลเซอร์ สไลด์มีการเซาะร่องทั้งด้านหน้าและหลังช่วยให้การชักดึงขึ้นลำทำได้ง่ายขึ้นครับ ไม่ลื่นมือครับ
ศูนย์เล็งแบบ XRAY3 นอกจากนี้ยังมีแม็กแบบ 12+1 นัด

6.Nighthawk AGEN2 .45ACP

ปืนรูปแบบ 1911 ยอดนิยมภายนอกตกแต่งสวยงามดูเรียบสวยลงตัว ลายกันลื่นคล้ายบานเกร็ดมีความโค้งมน มีการเจาะช่องด้านข้างลำเลื่อน คันควบคุมเช่นเดียวกับ 1911 เหนือคันนิรภัยมีโลโก้ไนท์ฮอว์ก ทั้งสองข้างของลำเลื่อนมีการปาดเนื้อเหล็กบริเวณส่วนหน้า
เหนือไกปืนบอกเลขประจำตัวปืนและที่ตั้งของโรงงานผลิตปืน ศูนย์หน้าเป็นไฟเบอร์ออฟติกสีแดง ศูนย์หลัง Heinie ด้ามปืนแกะลายเข้ากับลำเลื่อน มีรางติออุปกรณ์เช่นไฟฉายและเลเซอร์ โกร่งไกแต่งเหลี่ยม บริเวณโคนโกร่งไกปาดรับนิ้วกลาง

7.HK P2000 SK

ปืน HK P2000 SK กระสุนขนาด 9 มม. ปืนจากประเทศเยอรมัน SK (subcompact) ออกเสียงคล้ายๆกัน รูปทรงมีความคล้ายปืนกล็อก โครงปืนเป็นโพลิเมอร์ สไลด์เป็นเหล็ก ขนาดเล็กกะทัดรัดจับถนัดมือ ปืนออกแบบมาสำหรับคนถนัดซ้ายและขวา เนื่องจากแม็กกาซีนสามารถถอดได้ทั้งข้างซ้ายและขวา ปลดสไลด์ได้ทั้งซ้ายและขวา ระบบปืนเป็น Double action และ Single action ลำกล้องปืนมีความยาว 3.26 นิ้ว สปริงเป็นแบบสองชั้น แม็กกาซีนเป็นแบบสองแถว 10 นัด

8.SigSauer P938

ซิก P938 อิควินอกซ์ เป็นปืนที่หาคู่แข่งเทียบเคียงได้ยาก คือเป็น 9 มม. ระดับพกซ่อนกระบอกเดียวที่ใช้ระบบนกสับกับไกซิงเกิล ไม่ใช้ระบบเข็มพุ่ง ข้อดีคือไกคมกว่า ขึ้นลำเบาแรงกว่าเล็กน้อย ระบบความปลอดภัยครบครัน มีคันนิรภัยซ้ายขวามาให้พร้อม การแต่งผิวดำขาวตัดกันสวยแปลกตา วัสดุสเตนเลสส์ โครงอัลลอยด์ ต้านสนิมได้ดี ศูนย์เรืองแสงสามจุดเล็งในที่แสงน้อยได้ดี เหมาะสำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับระบบไกซิงเกิล เป็นปืนพกซ่อนสำรอง ใช้กระสุนร่วมกับปืนขนาดมาตรฐานพกซองนอกได้“

ข้อมูลสรุป SIG P938 Equinox 
ขนาดกระสุน 9 มม. พาราฯ (9×19 mm.)
ความจุ 6+1 นัด
มิติ ยาวxสูงxหนา : 150x99x28 มิลลิเมตร
ลำกล้องยาว 76 มม. (3 นิ้ว)
น้ำหนัก 495 กรัม พร้อมซองกระสุน
แรงเหนี่ยวไก 2,300 กรัม (5 ปอนด์)
วัสดุ เหล็กสเตนเลสส์ (ลำกล้อง, ลำเลื่อน), อลูมินั่มอัลลอยด์ (โครงปืน)
อื่นๆ เคลือบผิวดำในส่วนเว้าจากผิว
ลักษณะใช้งาน พกซ่อน ต่อสู้ระยะใกล้ถึงปานกลาง

ที่มา : wijitonline

ปืนประเภทต่างๆ

ใช่ว่าทุกคนจะเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องปืนและเมื่อพวกเขาเห็นถึงความแตกต่างของปืนชนิดต่างทีมี ก็จะต้องมีคำถามเกิดขึ้น มีคำศัพท์บางคำที่ใช้สำหรับภาษาปืนและไม่ค่อยมีความหมายกับคนที่ไม่ได้มีความเข้าใจในเรื่องนี้ นี่คือคำศัพท์ของเราเกี่ยวกับปืนชนิดต่างๆที่พร้อมใช้งาน กึ่งอัตโนมัติ ชนิดใหญ่

ความหลากหลายของปืนชนิดต่างๆ
ใช่ว่าทุกคนจะเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องปืนและเมื่อพวกเขาเห็นถึงความแตกต่างของปืนชนิดต่างทีมี ก็จะต้องมีคำถามเกิดขึ้น มีคำศัพท์บางคำที่ใช้สำหรับภาษาปืนและไม่ค่อยมีความหมายกับคนที่ไม่ได้มีความเข้าใจในเรื่องนี้ นี่คือคำศัพท์ของเราเกี่ยวกับปืนชนิดต่างๆที่พร้อมใช้งาน

กึ่งอัตโนมัติ
ส่วนใหญ่ปืนพกสมัยใหม่ที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นแบบกึ่งอัตโนมัติ ซึ่ง หมายความว่าสามารถป้อนกระสุนเข้ารังเพลิงเองได้อัตโนมัร แต่ไม่สามารถยิงได้ในตัวเหมือนปืนกล ซึ่งทุกครั้งคุณต้องเหนี่ยวไกปืนแล้วยิงออกไปทีละนัด ปืนเหล่านี้ก็สามารถประจุเองเมื่อมีึการยิงออกไป นี่ึิคือความแตกต่างของปืนลูกซองที่ต้องใช้ “การขึ้นนก” ซึ่งมีลักษณะของนกสับถูกง้างมาติดอยู่ในจังหวะที่พร้อมยิงในรอบต่อไป มีปืนลูกซองจำนวนมากที่สามารถใช้งานได้เช่น ปืนลูกซองปั้ม การกระทำคันโยก การกระทำสลักเกลียว และปืนพกเกือบทั้งหมด

แบบอัตโนมัติ
ปืนอัตโนมัติจะทำงานเมื่อมีการเหนี่ยวไกปืนนิ่งไว้ ปืนก็จะสามารถปลอกป้อนกระสุน ปิดรังเพลิง และยิงได้เองในตัวแบบต่อเนื่องไปจนกว่ากระสุนจะหมดแม็กกาซีน ซึ่งแน่นอนว่า ถ้ากระสุนหมดแม็กแลัวปืนก็จะหยุดยิงเอง ปืนประเภทนี้มีแนวโน้มที่จะมีความร้อนจัดและติดขัดในลำกล้องซึ่งต้องให้ความสนใจและบำรุงรักษาเป็นพิเศษ ประเทศส่วนใหญ่ได้สั่งห้ามจำหน่ายอาวุธเหล่านี้แก่ประชาชนทั่วไป นอกเหนือจากตัวแทนจำหน่ายและนักสะสมที่ต้องทำเรื่องยื่นขอเป็นพิเศษเพื่อที่จะมีไว้ในครอบครอง

ปืนกล
ปืนกล สามารถยิงได้โดยอัตโนมัติ ปืนเหล่านี้โดยหลักๆใช้ในกองทัพและหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายและเรียกว่า “อาวุธหนัก” ตัวอย่าง เช่น M60 หรือ M240 ซึ่งใช้เข็มขัดของกระสุน ปืนส่วนใหญ่ที่รู้จักมักยิงกระสุนด้วยความเร็วสูงเช่นในระยะไกล ปืนกลยังมีปืนที่มีน้ำหนักเบาและมีความสามารถในการยิงได้อย่างรวดเร็ว เช่น ปืนกลมือ ซึ่งปกติจะใช้กระสุนปืนชนิดเดียวกันกับปืนพก ตัวอย่างของปืนกลมือคือ Uzis และ “Tommy guns”

ปืนไรเฟิล ปืนลูกซอง ปืนสั้น
อันนี้ต่อจากที่แปลยังไม่เสร็จใน หัวข้อ ปืน 3 กระบอกที่ดีที่สุดสำหรับกีฬายิงปืน การยิงปืนไรเฟิล ถูกกำหนดด้วยปืนไรเฟิลสไตล์ AR-15 และคู่แข่งสามารถปรับเปลี่ยนปืนของตัวเองให้เหมาะสมกับสไตล์ เช่น การเปลี่ยนเป็นอาวุธโจมตี คือคำศัพท์ที่ใช้อธิบายถึงปืนสไตล์ทหาร เช่นปืนสั้นหรือกึ่งอัตโนมัติ ปกติปืนเหล่านี้จะยิงกระสุนปืนด้วยความเร็วสูงและจะถูกปรับเปลี่ยนให้เข้ารูปหรือรูปแบบบางอย่างเพื่อให้สามารถใช้ในสถานการณ์สู้รบได้ ตัวอย่างของปืนประเภทนี้คือ AK-47 และ M16 / M74 ปืนเหล่านี้ยังมีสามโหมดที่นักกีฬายิงปืนสามารถเลือกใช้โดยอัตโนมัติ กึ่งอัตโนมัติ หรือการยิงสามนัด กระสุนสำหรับอาวุธยุทโธปกรณ์หนัก ถูกบรรจุไว้ในแม็กกาซีน ซึ่งบรรจุกระสุนเข้าไปในปืน บางคนเรียกแม็กกาซีนว่าเป็น “คลิป” แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ทำให้เข้าใจผิดเพราะ “คลิป” ที่แท้จริงไม่มีการเปิดเผย ข้อตกลงเหล่านี้ครอบคลุมปืนชนิดต่างๆที่ผลิตในทุกวันนี้ อย่างเห็นได้ชัดมีหลายประเภทและรูปแบบ แต่ปืนส่วนใหญ่ก็อยู่ครอบคลุมอยู่ในวงกว้างๆเหล่านี้

ถ้าคุณชอบปืนยิงและต้องการไปเที่ยวชมการสนามยิงปืนในร่มที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย แล้วทำไมคุณถึงไม่ไปที่ สนามยิงปืน Light Bullet Shooting Range เพื่อความสนุกสนามกับงานอดิเรกของคุณ

คำขวัญตำรวจ

จากการประกาศนโยบายของ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร.

หลังขึ้นรับตำแหน่งเมื่อวันที่ 7 ก.ค.2553

กำหนดนโยบายเฉพาะหน้าที่ ต้องการให้เกิดผลทันทีและต่อเนื่อง

โดยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนาย มีหน้าที่ให้บริการ ให้ใส่ใจบริการประชาชน เสมือนญาติของตนเอง

และคู่มือการปฏิบัติตามโครงการพัฒนาสถานีตำรวจเพื่อประชาชน (โรงพักเพื่อประชาชน) ระยะที่ 3 ตามนโยบายเร่งด่วน 6 เดือนแรก ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

กำหนดให้สถานีตำรวจ จุดตรวจ ตู้ยาม จุดบริการต่างๆ มีป้ายคำขวัญเพื่อใช้ประชาสัมพันธ์การทำงานของตำรวจ

“บริการดุจญาติ พิทักษ์ราษฎร์ดุจครอบครัว”

จึงมอบหมายให้ พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง จเรตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม จตร. (สบ 8) และ พล.ต.ท.บริหาร เสี่ยงอารมณ์ จตร. (สบ 8) เป็นผู้ดำเนินการจัดทำแบบป้ายคำขวัญ

โดยมีการนำภาพวาดของพระผล คูเวียงหวาย ชื่อ “ผลงาน ผู้พิทักษ์รับใช้ประชาชน” มาประกอบกับคำขวัญของ ผบ.ตร.

ประชาสัมพันธ์ให้ข้าราชการตำรวจ และประชาชนทราบถึงคำขวัญของ ผบ.ตร.

คาดหวังว่า ประชาชนจะมีทัศนคติที่ดีต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และข้าราชการตำรวจ รวมทั้งกระตุ้นเตือนข้าราชการตำรวจให้มีความสำนึกในการปฏิบัติหน้าที่รับใช้ประชาชน

โดยให้มีคำขวัญของ ผบ.ตร.ติดตั้งบริเวณกองบัญชาการ กองบังคับการ สถานีตำรวจในนครบาล สถานีตำรวจภูธร บริเวณแยก หรือถนนสายหลักไว้ใช้เป็นเครื่องเตือนใจ

ซึ่งเป็นกุศโลบายที่ทันสมัยของ พล.ต.อ.วิเชียรที่คิดปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ จากภาพอดีตตำรวจที่ถูกมองว่าเป็นเจ้าขุนมูลนาย เป็นอาชีพที่มีความร่ำรวย มีผลประโยชน์จากสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

กลับมาเป็นข้าของแผ่นดิน

เป็นตำรวจรับใช้พี่น้องประชาชน

มองพี่น้องประชาชนที่เดือดร้อน ตกทุกข์ได้ยาก เป็นเสมือนญาติของตนเอง

ทุกคนมีความเท่าเทียม ทั้งการให้บริการและอำนวยความยุติธรรม

อย่างเสมอภาคและมาตรฐานเดียวกัน.

สหบาท

 

ที่มาของกรมตำรวจไทย

     กรมตำรวจไทยมีฐานะเป็นกรม และก่อตั้งกันมาอย่างยาวนาน มีหน้าที่รับผิดชอบในการรักษาความสงบเรียบร้อยให้แก่ประชาชน ดูแลบ้านเมืองให้สงบสุข เป็นกิจการที่มีคู่สังคมไทยมาเนิ่นนาน ซึ่งวิวัฒนาการของตำรวจไทย  พอจะแบ่งออกได้เป็น    ยุคใหญ่  ๆ ดังนี้

             ๑.  การตำรวจยุคที่  ๑  เป็นกิจการตำรวจที่มีมาก่อน  พ.ศ.๒๔๐๓  ซึ่งขอเรียกว่า  ตำรวจสมัยโบราณ  กรมตำรวจจะได้รับจัดตั้งขึ้นในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อใด  ไม่สามารถหาหลักฐานที่แน่นอนได้  สันนิษฐานกันว่ามีมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี  (ประมาณ  พ.ศ.๑๘๐๐ ) เพราะนับเนื่องตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย  จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น การจัดรูปการปกครองก็ยังคงรูปเดิมเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นเพียงข้อสันนิษฐานตามแนวประวัติศาสตร์การปกครอง  อย่างไรก็ตาม  ได้มีการพบหลักฐานที่แน่ชัดในสมัยกรุงศรีอยุธยา ในแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ  พบว่า  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราระเบียบการปกครองบ้านเมืองเป็น 4 เหล่า  เรียกว่า จตุสดมภ์ ได้แก่ เวียง วัง คลัง นา  พร้อมกันนี้ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มี  การตำรวจ  ขึ้นด้วย และให้ขึ้นอยู่กับ  เวียง  มี  เจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์สมุหนายก-อัครมหาเสนาบดี  เป็นผู้บังคับบัญชา  กิจการตำรวจครั้งนั้นแบ่งออกเป็น  ตำรวจพระนครบาล  ตำรวจภูธร ส่วนตำรวจหลวง ให้ขึ้นอยู่กับ  วัง  มี  เจ้าพระยาธรรมมาธิบดีศรีรัตนมณเฑียรบาล  เป็น ผู้บังคับบัญชา

             นอกจากนี้มีหลักฐานว่า เมื่อ พ.ศ. ๑๙๙๘ ภายหลังสร้างกรุงศรีอยุธยาได้ ๑๐๕ ปี สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราศักดินาของตำรวจไว้เป็นบรรทัดฐาน ในบทพระอัยการระบุตำแหน่ง นาพลเรือน เช่นเดียวกับข้าราชการฝ่ายอื่น จากพระบรมราชโองการนี้ เป็นประจักษ์พยานว่า “ ตำรวจ” ได้ก่อกำเนิดขึ้นแล้วในประเทศไทยอย่างเป็นปึกแผ่น อย่างน้อยที่สุดก็ตั้งแต่ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (ประมาณ ๕๐๐ ปีมาแล้ว) และมีเอกสารหลายชิ้นที่แสดงว่า บุคคลที่จะเป็นตำรวจได้นั้น ต้องคัดเลือกจากผู้ที่มีชาติกำเนิดสืบเชื้อสายมาจากตระกูลที่ได้ทำความดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และต้องเป็นบุคคลที่ทรงวางพระราชหฤทัย การบังคับบัญชาตำรวจจึงขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะแต่พระองค์เดียว

            ถึงแม้การตำรวจไทยในยุคนี้จะจัดตั้งเพื่อให้ทำหน้าที่ในวงจำกัด และมิได้ขยายไปยังส่วนการปกครองทั่วประเทศก็ตาม แต่เมื่อเหตุการณ์บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไป มีการติดต่อกับชาวต่างประเทศมากขึ้น กรมตำรวจจึงได้รับความสนใจที่จะปรับปรุงรูปแบบเพื่อให้เป็นไปตามแบบอย่างประเทศตะวันตก  นับเนื่องมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป

  ๒. การตำรวจยุคที่ ๒ เป็นกิจการตำรวจระหว่าง พ.ศ. ๒๔๐๓ ถึง พ.ศ. ๒๔๗๕ ซึ่งขอเรียกว่า สมัยปฏิรูป เพราะเป็นสมัยที่ได้มีการปฏิรูปการปกครองประเทศไทยอย่างขนานใหญ่ในทุกๆ ด้านตามแบบอย่างอารยประเทศตะวันตก ซึ่งได้เริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กล่าวคือในปี พ.ศ. ๑๔๐๕ ได้ว่าจ้าง กัปตัน เอส.เยเบิร์ดเอมส์ (Capt.S.J.Bird Ames) ชาวอังกฤษ ซึ่งได้รับบรรดาศักดิ์เป็น หลวงรัฐยาภิบาลบัญชา มาเป็นผู้พิจารณาวางโครงการจัดตั้งกองตำรวจสำหรับรักษาความสงบเรียบร้อยภายในเขตนครหลวงตามแบบอย่างยุโรปขึ้นเป็นครั้งแรก แต่เนื่องจากเหตุการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศในสมัยนั้น ซึ่งเป็นยุคที่อังกฤษ ฝรั่งเศส ปอร์ตุเกต ฮอลันดา กำลังแข่งขันกันหาเมืองขึ้นในทวีปเอเชีย ถึงแม้ประเทศไทยจะไม่ถึงกับต้องเสียเอกราช แต่ก็ต้องเสียดินแดนบางส่วนไปเป็นอันมาก การจัดระเบียบการปกครองประเทศขณะนั้น จึงเพ่งเล็งไปในด้านป้องกันประเทศเป็นหลักใหญ่ นโยบายการตำรวจจึงต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับนโยบายการเมืองระหว่างประเทศและการทหารด้วย

  การปรับปรุงการตำรวจในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ นอกจากได้ขยายงานตำรวจนครบาล โดยให้ นาย เอ.เย.ยาดิน (A.J.Jardine) มาช่วยงานเพิ่มขึ้นแล้ว ยังได้จัดตั้งตำรวจภูธรขึ้นในรูป ทหารโปลิศ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๙ สำหรับเป็นกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยในส่วนภูมิภาคและให้สามารถปฏิบัติการทางทหารได้ด้วย โดยว่าจ้าง  นาย ยี.เชา. (G.Schau) ชาวเดนมาร์คมา  เป็นผู้วางโครงการ ผู้บังคับบัญชาส่วนมากก็โอนมาจากนายทหาร ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๒๐ ได้เปลี่ยน กองทหารโปลิศ เป็น กรมกองตระเวนหัวเมือง จนถึง พ.ศ. ๒๔๔๐ ได้ตั้ง กรมตำรวจภูธร ขึ้นแทนกรมกองตระเวนหัวเมือง โดยมี  พลตรีพระยาวาสุเทพ(ยี.เชา.) เป็นเจ้ากรมตำรวจภูธร กำลังพลในระยะแรกใช้ตำรวจ ต่อมาเมื่อทางทหารได้ประกาศใช้ พ.ร.บ.เกณฑ์ทหาร ทางตำรวจภูธรก็ได้ขออนุมัติใช้กฎหมายฉบับนี้เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๘ เกณฑ์คนเข้าเป็นตำรวจด้วยเช่นเดียวกัน เมื่อได้จัดตั้งกรมตำรวจภูธรขึ้นแล้วก็ได้มีการขยายการตำรวจไปยังหน่วยการปกครองส่วนภูมิภาคตามลำดับ เพื่อให้มีกำลังตำรวจสำหรับป้องกันปราบปรามโจรผู้ร้าย อำนวยความร่มเย็นเป็นสุขให้แก่ประชาชนได้อย่างทั่วถึง

  กิจการที่ควรจะกล่าวอีกประการหนึ่ง ก็คือการจัดตั้ง โรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธร ขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๔๔ ที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อผลิตนายตำรวจออกรับราชการตำแหน่งผู้บังคับหมวดในส่วนภูมิภาค แม้ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๔๗ จะได้ย้ายมาตั้งที่ตำบลห้วยจรเข้ อำเภอเมืองนครปฐม ก็ถือกันว่า โรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธร ซึ่งตั้งขึ้นครั้งแรกที่จังหวัดนครราชสีมา เป็นต้นกำเนิดของโรงเรียนนายร้อยตำรวจปัจจุบัน

  ทางด้านตำรวจนครบาลก็ปรากฏหลักฐานว่าในระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๕๐ – ๒๔๕๑ ได้จัดตั้ง โรงเรียนพลตำรวจ ขึ้นสำหรับฝึกอบรมตำรวจซึ่งได้รับการคัดเลือกเข้ารับราชการตาม พ.ร.บ.ลักษณะเกณฑ์ทหาร และตั้ง โรงเรียนนายหมวด สำหรับฝึกอบรมผู้ที่จะแต่งตั้งเป็นนายตำรวจตำแหน่ง รองสารวัตร อีกด้วย

  เกี่ยวกับการฝึกอบรมตำแหน่งเพื่อเพิ่มพูนความรู้และสมรรถภาพการปฏิบัติหน้าที่ทั้งประเทศ (Pre–servce Training & In–service Training) นั้น กรมตำรวจได้เห็นความสำคัญและได้ดำเนินการโดยหน่วยงานที่มีความรับผิดชอบโดยเฉพาะตลอดมาอย่างจริงจัง ปัจจุบันได้ขยายงานการฝึกอบรมตำรวจขึ้นเป็นกองบัญชาการ คือ กองบัญชาการศึกษา 

              อนึ่ง กิจการตำรวจในยุคนี้ขึ้นอยู่กับกระทรวง ๒ กระทรวง คือ กรมพลตระเวน หรือ ตำรวจนครบาล ขึ้นอยู่กับกระทรวงพระนครบาล กรมตำรวจภูธร ขึ้นอยู่กับกระทรวงมหาดไทย เพิ่งจะรวมเป็นกรมเดียวกันภายใต้การบังคับบัญชาของอธิบดีคนเดียวกัน เมื่อ ๑๓ ตุลาคม ๒๔๕๘ เรียกว่า “ กรมตำรวจภูธรและกรมพลตระเวน ” กรมตำรวจจึงถือว่า วันที่ ๑๓ ตุลาคม ของทุกปี เป็น วันตำรวจ และในปลายปีนี้เองได้เปลี่ยนเป็น “ กรมตำรวจภูธรและกรมตำรวจนครบาล ” ยกฐานะเจ้ากรมขึ้นเป็นอธิบดี ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๖๕ ได้มี    พระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้รวมกระทรวงมหาดไทยกับกระทรวงนครบาล จึงโอนมาขึ้นอยู่กับกระทรวงมหาดไทย และในปี พ.ศ. ๒๔๖๙ ได้เปลี่ยนนาม กรมตำรวจภูธรและกรมตำรวจพระนครบาล เป็น “ กรมตำรวจภูธร ” แต่ยังคงแบ่งตำรวจออกเป็น ๒ ประเภท คือ ตำรวจที่จับกุมโจรผู้ร้าย ไต่สวน ทำสำนวนฟ้องศาลโปลิศสภาโดยตรง เรียกว่า “ ตำรวจนครบาล ” ตำรวจที่ทำการจับกุมโจรผู้ร้ายได้แล้วส่งให้อำเภอไต่สวนทำสำนวนให้อัยการฟ้องศาลอาญาประจำจังหวัดนั้นๆ เรียกว่า “ ตำรวจภูธร ” จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๗๕ จึงได้เปลี่ยนนาม กรมตำรวจภูธร เป็น “ กรมตำรวจ ” ตลอดมา

              กรมตำรวจในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ นั้น หลักการใหญ่มิได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก คงดำเนินการตามแนวที่ได้วางไว้ในรัชกาลที่ ๕ มีการปรับปรุงบ้างก็เพียงเล็กน้อย กล่าวคือ ได้ขยายกิจการตำรวจภูธรไปยังหน่วยการปกครองส่วนภูมิภาคมากยิ่งขึ้น ทางด้านตำรวจนครบาลก็ได้ว่าจ้าง นาย อีริค เซนต์ เจ.ลอซัน (Mr. Eric Saint J.Lawson) ชาวอังกฤษเข้ามาช่วยอีกคนหนึ่ง กรมตำรวจในยุคสมัยรัชกาลที่ ๖ ที่ควรจะกล่าวถึงมีอยู่ ๒ เรื่องคือ การจัดตั้งจเรตำรวจ และ การจัดตั้งตำรวจส่วนกลาง ขึ้นเพื่อช่วยเหลือตำรวจท้องที่ ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า กรมตำรวจนั้นเดิมมีอยู่ ๒ กรม และขึ้นอยู่กับกระทรวง ๒ กระทรวง ภายหลังจากที่กรมตำรวจภูธรและกรมพลตระเวนได้รวมเป็นกรมเดียวกันเมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๔๕๘ แล้วเสนาบดีกระทรวงนครบาลก็ได้ประกาศตั้งตำแหน่งจเรตำรวจขึ้น เพื่อให้ทำหน้าที่ตรวจราชการ โดยเฉพาะเหตุผลและหลักการตรวจราชการในหน้าที่จเรตำรวจนั้น ปรากฎชัดในกฎเสนาบดีกระทรวงนครบาล ว่า ด้วยหน้าที่  จเรตำรวจพระนครบาลและกรมตำรวจภูธร ลงวันที่ ๑ มีนาคม ๒๔๕๘ ซึ่งมีว่า “ ด้วยตามที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมกรมตำรวจภูธรกับกรมพลตระเวนเป็น กรมตำรวจพระนครบาลและกรมตำรวจภูธร แล้ว ทรงพระราชดำริว่า กรมนี้เป็นกรมใหญ่มีหน้าที่ราชการในส่วนลาดตระเวนท้องที่ทั่วราชอาณาจักร สมควรจะมีพนักงานจเรสำหรับตรวจการงานในกรมนี้ด้วยแผนกหนึ่ง ฯลฯ ” อนึ่ง เป็นที่น่าสังเกตว่านอกจากให้ จเรตำรวจมีหน้าที่ตรวจราชการในกรมตำรวจแล้ว กฎเสนาบดีฉบับเดียวกันนี้ยังให้อำนาจเสนาบดีกระทรวง   นครบาลที่จะสั่งให้จเรตำรวจตรวจราชการในกรมอื่นๆ ในสังกัดได้อีกด้วย ซึ่งต่อมาหลังจากที่กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงพระนครบาลได้รวมเป็นกระทรวงเดียวกันแล้ว เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยได้ออกกฎที่ ๕ ลงวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๔๖๖ ให้ จเรตำรวจ มีหน้าที่ตรวจราชการฝ่ายปกครองได้ด้วย รวมตลอดถึงระเบียบการงานในอำเภอ

  สำหรับการจัดตั้งตำรวจส่วนกลาง( คือที่มาของตำรวจสอบสวนกลางปจจุบัน ) เพื่อช่วยเหลือตำรวจท้องที่ในด้านการสืบสวนสอบสวน การปราบปรามและทางวิทยาการ นั้น ปรากฎว่าทางตำรวจภูธรมี  ตำรวจกลาง เป็นหน่วยช่วยเหลือ ทางตำรวจนครบาลมี ตำรวจกองพิเศษ เป็นหน่วยช่วยเหลือ สำหรับหน่วยตำรวจที่มีหน้าที่อย่างตำรวจสันติบาลปัจจุบันนั้น เรียกว่า ตำรวจภูบาล อย่างไรก็ดี มีหลักฐานว่าใน พ.ศ. ๒๔๕๖ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยสมัยนั้น ก็ได้พยายามรวบรวมงานของตำรวจส่วนกลางนี้จะจัดตั้งเป็น กรมนักสืบ หรือที่เรียกกันว่า ซี.ไอ.ดี.( Criminal Investigation Department ) แต่ไม่สามารถจัดตั้งได้สำเร็จเพราะขาดผู้ชำนาญงานและได้ถูกยกเลิกไปภายหลังจากการรวมกรมตำรวจภูธรกับกรมตำรวจนครบาลเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๘ แม้กระนั้นใน พ.ศ. ๒๔๗๓ ก็ได้มีความพยายามจัดตั้งขึ้นอีกครั้งหนึ่งเรียกว่า กรมตำรวจภูบาล ซึ่งยกเลิกเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. ๒๔๗๕

  ๓. กรมตำรวจยุคที่ ๓ กรมตำรวจยุคนี้เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕ ถึงปัจจุบัน จะเรียกว่าตำรวจยุคปัจจุบันหรือตำรวจสมัยประชาธิปไตยก็ได้ หลังจากที่ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยแล้ว โดยประกาศเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย เรื่องการแบ่งส่วนราชการกรมตำรวจ พ.ศ. ๒๔๗๕ กิจการตำรวจได้แบ่งออกเป็น ๔ ส่วน คือส่วนที่ ๑ เป็นหน่วยบริหารงานส่วนกลางและสำนักบริหารของอธิบดีกรมตำรวจ มีกองขึ้นตรง ๖ กองคือ กองกลาง  กองบัญชี  กองโรงเรียน  กองคดี  กองตรวจคนเข้าเมืองและกองทะเบียนกลาง ส่วนที่ ๒ คือ ตำรวจนครบาล ส่วนที่ ๓ คือตำรวจภูธร ส่วนที่ ๔ คือตำรวจสันติบาล เป็นหน่วยที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังที่ได้ยกเลิกตำรวจภูบาล ตำรวจกลางและตำรวจกองพิเศษ โดยตำรวจสันติบาลนี้มีสถานะเป็นกองบังคับการ ขึ้นตรงต่อ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ซึ่งต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย (ฉบับที่ ๒๑) พ.ศ. ๒๕๓๕ จัดตั้งตำรวจสันติบาล ขึ้นเป็น “ สำนักงานตำรวจสันติบาล ” มีสถานะเป็นกองบัญชาการเช่นในปัจจุบัน

      หลังจากที่ได้ปรับปรุงกิจการตำรวจเพื่อวางรากฐานตำรวจในระบอบประชาธิปไตยเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ แล้ว ได้มีการเปลี่ยนแปลงงานตำรวจอีกไม่น้อยกว่า ๓๐ ครั้งจนถึงปัจจุบัน แต่หลักการใหญ่ก็คงแบ่งตำรวจออกเป็น ๔ ส่วน ซึ่งมีอยู่เดิมนั่นเอง เพียงแต่ขยายงานมากขึ้นตามคุณภาพ ปริมาณและความเจริญของบ้านเมือง แผนกบางแผนกถูกยกขึ้นเป็นกอง กองบางกองถูกยกขึ้นเป็นกองบัญชาการ เป็นต้น แต่กองที่จัดตั้งขึ้นใหม่ก็มีหลายกอง อย่างไรก็ดีโดยพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. ๒๕๓๙ ปัจจุบันตำรวจแบ่งออกได้เป็น ๒๐ หน่วยงาน ประกอบด้วย

     ๑.    สำนักงานเลขานุการกรม ๒.    กองการเงิน
     ๓.    กองการต่างประเทศ ๔.     กองคดี
     ๕.    กองวิชาการ ๖.     สำนักงานกำลังพล
     ๗.    สำนักงานจเรตำรวจ ๘.    สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง
     ๙.    สำนักงานตำรวจสันติบาล ๑๐.  สำนักงานแผนงานและงบประมาณ
     ๑๑.  สำนักงานแพทย์ใหญ่ ๑๒.  สำนักงานวิทยาการตำรวจ
     ๑๓.  สำนักงานส่งกำลังบำรุง ๑๔.  กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน
     ๑๕.  กองบัญชาการตำรวจนครบาล ๑๖.  กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด
    ๑๗.  กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ๑๘.  กองบัญชาการศึกษา
    ๑๙.  โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ๒๐.  กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค ๑ – ๙

ยศตำรวจในประเทศไทยและที่มาที่ไป

วันนี้เราจะพาเพื่อนๆไปรู้จักที่มาที่ไปของยศตำรวจในประเทศไทยว่าเป็นมายังไงและวิธีการนับลำดับขั้นของตำรวจ ซึ่งรายละเอียดมีอะไรบ้าง ถ้าพร้อมแล้ว มาอ่านกันเลยค่ะ

ยศทหารและตำรวจในประเทศไทยตามแบบชาติตะวันตกเริ่มกำหนดให้มีขึ้นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นยุคที่มีการปรับปรุง และจัดระบบระเบียบการบริหารราชการแผ่นดินใหม่ตามแบบยุโรปในทุกด้าน โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แยกยศและบรรดาศักดิ์ออกจากกันอย่างเด็ดขาด และโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติสำหรับลำดับยศนายทหารบกขึ้นในปี พ.ศ. 2431 กำหนดให้มียศทหารบกตามลำดับชั้นแบบอารยประเทศ ต่อมาเมื่อจัดระเบียบฝ่ายทหารบกเรียบรีอยแล้วจึงให้จัดระเบียบยศทหารเรือ โดยอนุโลมตามแบบกองทัพเรือต่างประเทศเป็นลำดับถัดมา

เมื่อมีการจัดตั้งกองทัพอากาศในสมัยรัชกาลที่ 8 ก็ได้จัดระเบียบยศทหารโดยอนุโลมตามแบบกองทัพเรือ ส่วนยศของตำรวจนั้นได้นำรูปแบบยศของกองทัพบกมาปรับใช้โดยอนุโลม

ยศต่างๆ ในประเทศไทยสมัยปัจจุบันมีกฎหมายรองรับเป็นพระราชบัญญัติยศทหาร พุทธศักราช 2479 สำหรับยศของสามเหล่าทัพ และพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 สำหรับหน่วยงานตำรวจ สำหรับยศของทหารและตำรวจชั้นสัญญาบัตรของไทยนั้น เป็นยศที่ต้องมีพระบรมราชโองการพระราชทานยศจากพระมหากษัตริย์ ดังนั้น เมื่อส่วนราชการของทหาร-ตำรวจ ได้แต่งตั้งทหาร-ตำรวจให้มียศสัญญาบัตรใด ๆ จะมีคำว่า “ว่าที่” (Acting)ของยศนั้นนำหน้า จนกว่าจะได้นำความกราบบังคมทูลพระมหากษัตริย์ให้ทรงมีพระบรมราชโองการพระราชทานยศแล้ว จึงจะไม่มีคำว่า “ว่าที่” นำหน้ายศนั้นๆ เว้นแต่ยศทหาร-ตำรวจ ชั้นนายพล ซึ่งพระมหากษัตริย์จะทรงพระมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งยศพร้อมๆกับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ยศของตำรวจไทย แบ่งได้ดังต่อไปนี้

ยศตำรวจ

ชั้นสัญญาบัตร

ชื่อยศ
ภาษาไทย
อักษรย่อ
(ไทย)
ชื่อยศ
ภาษาอังกฤษ
อักษรย่อ
(อังกฤษ)
เครื่องหมายยศ
พลตำรวจเอก พล.ต.อ. Police General POL.GEN.
พลตำรวจโท พล.ต.ท. Police Lieutenant General POL.LT.GEN.
พลตำรวจตรี พล.ต.ต. Police Major General POL.MAJ.GEN.
พลตำรวจจัตวา พล.ต.จ. Police Brigadier General POL.BRIG.GEN.
พันตำรวจเอก (พิเศษ) พ.ต.อ. (พิเศษ) Police Senior Colonel POL.SR.COL.
พันตำรวจเอก พ.ต.อ. Police Colonel POL.COL.
พันตำรวจโท พ.ต.ท. Police Lieutenant Colonel POL.LT.COL.
พันตำรวจตรี พ.ต.ต. Police Major POL.MAJ.
ร้อยตำรวจเอก ร.ต.อ. Police Captain POL.CAPT.
ร้อยตำรวจโท ร.ต.ท. Police Lieutenant POL.LT.
ร้อยตำรวจตรี ร.ต.ต. Police Sub-Lieutenant POL.SUB.LT.

หมายเหตุ : ยศชั้นสัญญาบัตรที่ยังไม่มีพระบรมราชโองการพระราชทานยศ ให้มีคำว่า “ว่าที่” (Acting) นำหน้ายศนั้นๆ

ชั้นประทวน

ชื่อยศ
ภาษาไทย
อักษรย่อ
(ไทย)
ชื่อยศ
ภาษาอังกฤษ
อักษรย่อ
(อังกฤษ)
เครื่องหมายยศ
ดาบตำรวจ ด.ต. Police Senior Sergeant Major POL.SEN.SGT.MAJ.
จ่าสิบตำรวจ จ.ส.ต. Police Sergeant Major POL.SGT.MAJ.
สิบตำรวจเอก ส.ต.อ. Police Sergeant POL.SGT.
สิบตำรวจโท ส.ต.ท. Police Corporal POL.CPL.
สิบตำรวจตรี ส.ต.ต. Police Lance Corporal POL.L หรือ C

ต่ำกว่าชั้นประทวน

ชื่อยศ
ภาษาไทย
อักษรย่อ
(ไทย)
ชื่อยศ
ภาษาอังกฤษ
อักษรย่อ
(อังกฤษ)
เครื่องหมายยศ
พลตำรวจ พลฯ Policeman Constable หรือ Police Private POL.CONST. ไม่มี

นักเรียนตำรวจ

ชื่อยศ
ภาษาไทย
อักษรย่อ
(ไทย)
ชื่อยศ
ภาษาอังกฤษ
อักษรย่อ
(อังกฤษ)
เครื่องหมายยศ
นักเรียนนายร้อยตำรวจ นรต. Police Cadet Pol.Cdt.

ปืนแบบไหนเหมาะสมกับเรามากที่สุด เลือกปืนผิดชีวิตอาจเปลี่ยน

ปืนแบบไหนเหมาะสมกับเรามากที่สุด

ผมเชื่อว่าหลายคนโดยเฉพาะมือใหม่ที่กำลังมองหาปืนกระบอกแรกในชีวิต(และอาจเป็นกระบอกเดียวด้วย) ตัดสินใจลำบากที่จะเลือกปืนลูกโม่ (Revolver) หรือปืนกึ่งอัตโนมัติ (Pistol, Semiautomatic handgun) ดี คำถามยอดฮิตสำหรับมือใหม่ก็คือ “ปืนชนิดไหนดีที่สุด” (เนื่องจากคงมีได้กระบอกเดียวก็อยากได้ปืนที่ดีที่สุดไปใช้)

ถ้าผมบอกว่าปืนลูกโม่ดีที่สุด เพราะเป็นปืนที่เกิดขึ้นมาก่อน เป็นปืนที่มีประวัติยาวนานขนาดคนอเมริกันใช้บุกเบิกประเทศก็คงมีคนแย่งว่า ปืนลูกโม่เป็นอดีตไปแล้ว ปัจจุบันปืนกึ่งอัตโนมัติครอบครองส่วนแบ่งการตลาดอาวุธปืนมากที่สุดในโลก ซึ่งก็คงมีคนยกมือขึ้นค้านอีกโต้เถียงกันไปมาไม่มีที่สิ้นสุด

คำถามที่ควรถามมากกว่าคือ “ปืนแบบไหนเหมาะสมกับเรามากที่สุด” ซึ่งคำถามนี้ไม่มีใครตอบได้นอกจากตัวคุณเอง ผมขอแนะนำว่าก่อนตัดสินใจเลือกปืนสักกระบอกมาใช้งาน ควรศึกษาปืนแต่ละแบบให้ดีเสียก่อนทั้งข้อดี ข้อเสีย ข้อจำกัด และเมื่อมีปืนแล้วก็ควรหมั่นฝึกซ้อมยิงปืนโดยเรียนรู้จากครูสอนยิงปืนมืออาชีพ อย่างเช่น ชมรมยิงปืน Thai tactical shooting club หรือ TAS เพราะการยิงปืนควรเริ่มต้นอย่างถูกวิธี ถ้าเราเรียนรู้สิ่งผิดๆไปแล้วการกลับมาแก้ไขก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก (แต่ก็ไม่ถึงกับทำไม่ได้)

ผมจะกล่าวถึงความแตกต่างระหว่างปืนลูกโม่กับปืนกึ่งอัตโนมัติที่ใช้กันเป็นส่วนใหญ่พอสังเขปเพื่อเป็นข้อมูลตัดสินใจในการเลือกปืนสักกระบอกมาใช้งาน โดยส่วนหนึ่งเป็นความคิดเห็นส่วนตัวซึ่งบุคคลอื่นอาจเห็นแตกต่างไปได้

1. ความสวยงาม หนังบู๊ล้างผลาญตามโรงหนังส่วนใหญ่ใช้ปืนกึ่งอัตโนมัติเพราะดูเท่ห์ เก๋ ปราดเปรียว ซึ่งก็จริงของเขาปืนกึ่งอัตโนมัติมีการออกแบบที่หลากหลายทำให้รูปทรงมีความแตกต่างออกไปได้มาก ส่วนปืนลูกโม่ดูเรียบง่ายมาหลายร้อยปีรูปทรงเปลี่ยนแปลงน้อยมาก คนส่วนใหญ่ถ้าถามว่าชอบรูปทรงปืนแบบไหนก็คงตอบว่าปืนกึ่งอัตโนมัติ แต่กระนั้นก็ยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่อาจตอบว่าปืนลูกโม่ ดังนั้นเรื่องความสวยงานนั้นก็ถือเป็นเอกสิทธ์ของแต่ละบุคคลไม่ขอวิจารณ์ครับ

2. วงกระสุน ศัพท์นี้ฟังแปลกๆในที่นี้ผมหมายถึง จำนวนกระสุนที่บรรจุได้ สำหรับปืนลูกโม่ก็ประมาณ 5 ถึง 6 นัดเป็นส่วนใหญ่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดกระสุนที่ใช้เช่น ถ้าเป็นกระสุนขนาด .38 นิ้ว หรือ .357 แม็กนั่ม ถ้าเป็นปืนโครงเล็กก็บรรจุกระสุนได้ 5 นัดแต่ถ้าเป็นโครงกลางถึงใหญ่ก็ 6 นัด แต่ปืนกึ่งอัตโนมัติถ้าใช้กระสุนขนาด 9 มม. อาจบรรจุกระสุนได้ถึง 10 กว่านัดแถมยังสามารถใส่เพิ่มในรังเพลิงเตรียมพร้อมได้อีกหนึ่งนัด ถ้าใช้กระสุนขนาด .45 นิ้วก็อาจบรรจุในแม็กกาซีนหรือซองกระสุนได้ตั้งแต่ 7 ถึง 8 นัดเสียเป็นส่วนใหญ่ยกเว้นบางรุ่นที่บรรจุได้มากขึ้นอีกเล็กน้อย อีกทั้งยังเพิ่มอีกหนึ่งนัดในรังเพลิงถือเป็นโบนัสทำให้วงกระสุนมากกว่าปืนลูกโม่อย่างไม่มีข้อสงสัย แต่เราควรรู้ว่าจากสถิติ (มีการศึกษาในอเมริกา) การใช้อาวุธปืนต่อสู้ในสถานการณ์จริงนั้นวงกระสุนที่ใช้มักไม่เกิน 3 ถึง 4 นัดเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นวงกระสุนของปืนลูกโม่จึงเพียงพอสำหรับการใช้งาน โอกาสที่เราจะต้องยิงบู๊ล้างผลาญเหมือนในหนังบอกได้คำเดียวว่า ยาก…… แต่กระนั้นบางคนอาจบอกว่ามีวงกระสุนมากๆไวก่อนอุ่นใจดี อันนี้ก็คงไม่ขอขัดอะไรเพราะเป็นเรื่องของจิตใจ

3. ความแม่นยำ ทุกคนก็คงอยากได้ปืนที่มีความแม่นยำชนิดที่หลับหูหลับตายิงก็โดน แต่ในความเป็นจริงแล้วผมเห็นว่าปืนมีส่วนในเรื่องความแม่นยำไม่ถึงกึ่งหนึ่ง เพราะปืนส่วนมากแล้วผลิตมาจากโรงงานที่มีชื่อเสียงได้มาตรฐาน เมื่อนำปืนแต่ละรุ่นมาทดสอบความแม่นยำอาจมีความแตกต่างกันบ้างแต่ก็หนีกันไม่เท่าไร ดังนั้นความแน่นยำขึ้นอยู่กับผู้ที่ใช้ปืนนั้นมากกว่า ปืนลูกโม่กับปืนกึ่งอัตโนมัติผมให้คะแนนเท่ากันในเรื่องความแม่นยำเมื่อใช้งานตามปกติ

4. ความเชื่อถือได้ของปืน หมายความว่ากลไกการทำงานของปืนมีโอกาสติดขัดน้อย เพราะถ้าเกิดเหตุการณ์ที่จำเป็นต้องใช้ปืนแต่มันกลับไม่ทำงานก็เป็นฝันร้ายของเจ้าของปืนนั้น ดังนั้นปืนที่ดีควรต้องทำงานได้อย่างราบลื่นไม่ติดขัดเพราะเราฝากชีวิตไว้กับมันในยามวิกฤติ ปืนลูกโม่มีประวัติการใช้งานยาวนานมากว่าร้อยปีกลไกการทำงานไม่ซับซ้อน ในขณะที่ปืนกึ่งอัตโนมัติมีการบริหารกลไกซับซ้อนกว่า เป็นที่ยอมรับกันว่าปืนลูกโม่มีโอกาสติดขัดได้น้อยกว่าปืนกึ่งอัตโนมัติ แต่ปัจจุบันปืนกึ่งอัตโนมัติสมัยใหม่มีการพัฒนาไปมากทำให้การบริหารกลไกมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นใกล้เคียงกับปืนลูกโม่

5. เหตุติดขัดระหว่างยิง ที่พบบ่อยก็คือกระสุนด้าน ถ้าเป็นปืนลูกโม่ก็แค่เหนี่ยวไกยิงนัดถัดไปได้เลย แต่ถ้าเป็นปืนกึ่งอัตโนมัติเราต้องกระชากสไลด์เพื่อคัดกระสุนที่ด้านนั้นออกก่อนและป้อนกระสุนนัดใหม่เข้ารังเพลิงจึงจะยิงต่อไปได้ซึ่งเสียเวลามากกว่าปืนลูกโม่อย่างแน่นอน นอกจากนั้นอาจพบภาวะที่ปลอกกระสุนติดอยู่ที่ช่องคัดปลอกกระสุนไม่กระเด็นออกมา หรือใส่ซองกระสุนไม่สุดทำให้กระสุนไม่เข้ารังเพลิง กระสุนเก่าเก็บดินขับอ่อนแรงปืนลูกโม่ก็สามารถยิงได้แต่ปืนกึ่งอัตโนมัติอาจมีปัญหาถ้าเก่าจนแรงขับของดินปืนไม่มากพอที่จะดันลูกเลื่อนให้ถอยหลังได้เต็มที่ปืนก็จะติดขัดได้ โดยรวมๆแล้วปืนกึ่งอัตโนมัติมีปัญหาจุกจิกระหว่างการยิงได้บ่อยกว่าปืนลูกโม่

6. การดูแลรักษา โดยเฉพาะหลังยิงปืนเราต้องทำความสะอาดปืนเพื่อขจัดคราบดินปืนและตะกั่ว ในกรณีปืนกึ่งอัตโนมัติมีชิ้นส่วนที่ต้องถอดออกมาทำความสะอาดมากกว่าปืนลูกโม่ ระยะเวลาการทำความสะอาดก็แล้วแต่ความพิถีพิถันของเจ้าของปืนซึ่งอาจเรียกได้ว่าใกล้เคียงกัน สำหรับผมแล้วปืนลูกโม่ใช้เวลาทำความสะอาดนานกว่าปืนกึ่งอัตโนมัติเล็กน้อยส่วนใหญ่เสียเวลาไปกับการทำความสะอาดโม่ซึ่งมีหลายรู แต่เท่าที่ถามคนอื่นใช้เวลากับปืนลูกโม่น้อยกว่าปืนกึ่งอัตโนมัติ

7. อำนาจหยุดยั้ง (Stopping power) ในที่นี้หมายถึงว่าเมื่อยิงปืนถูกเป้าหมายไปแล้วหนึ่งนัดโอกาสที่จะหยุดเป้าหมายไม่ให้ตอบโต้กลับมาได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งอำนาจหยุดยั้งส่วนใหญ่เป็นเรื่องของกระสุนปืนเสียมากกว่า จากข้อมูลที่มีอยู่กระสุน .38 นิ้วอำนาจการหยุดยั้งประมาณเจ็ดสิบถึงแปดสิบกว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง แต่ถ้าเป็นกระสุนขนาด .357 แม็กนั่มแล้วอำนาจหยุดยั้งแปดสิบถึงเก้าสิบกว่าเปอร์เซ็นต์และมีอำนาจในการสังหาร (Killing power) สูงเก้าสิบกว่าเปอร์เซ็นต์จึงได้สมยานามว่า A mankiller สำหรับกระสุน 9 มม. มีอำนาจหยุดยั้งได้ดีกว่ากระสุน .38 นิ้วเล็กน้อย ในขณะที่กระสุนขนาด .45 นิ้วมีอำนาจหยุดยั้งเก้าสิบกว่าเปอร์เซ็นต์จนได้ชื่อว่า A manstopper จะเห็นได้ว่ากระสุน .357 แม็กนั่มเมื่อยิงถูกเป้าหมายแล้วมีโอกาสตายสูงแต่อาจไม่สามารถหยุดยั้งได้ในทันที

แต่กระสุน .45 นิ้ว มีโอกาสหยุดยั้งเป้าหมายได้ในนัดแรกสูงกว่า (พบว่าอำนาจหยุดยั้งของกระสุนปืนขึ้นกับน้ำหนักหัวกระสุน, ขนาดหน้าตัดของหัวกระสุน, ความเร็ว, รูปร่างของหัวกระสุน เป็นต้น) โดยหลักการแล้วเราต้องการกระสุนที่มีอานุภาพหยุดยั้งภัยคุกคามได้ในนัดแรกไม่เช่นนั้นแล้วเขาอาจยิงตอบโต้กลับมาได้ทำให้เราบาดเจ็บหรือเสียชีวิต เมื่อเห็นเช่นนี้แล้วทุกคนอาจเลือกกระสุน .45 นิ้วกันหมดซึ่งก็ต้องใช้กับปืนกึ่งอัตโนมัติเท่านั้น (ความจริงแล้วมีปืนลูกโม่บางรุนที่สามารถใช้กระสุน .45 นิ้วได้ แต่ไม่ค่อยได้รับความนิยมเพราะโครงปืนใหญ่มากไม่คล่องตัว) แต่ในความเป็นจริงแล้วปืนที่ใช้กับกระสุน 9 มม. หรือ .38 นิ้ว กลับได้รับความนิยมมากกว่า ส่วนเรื่องอำนาจหยุดยั้งหรืออำนาจสังหารอาจชดเชยได้ด้วยการยิงแบบ Double taps (ยิงสองนัดติดๆกันอย่างรวดเร็ว)

8. การพกซ่อน ในเรื่องนี้คงต้องยกให้ปืนกึ่งอัตโนมัติได้เปรียบไปอย่างเห็นๆ เพราะโครงปืนแบนราบไม่มีส่วนโค้งนูนชัดเจนเหมือนปืนลูกโม่ทำให้การพกซ่อนทำได้แนบเนียนกว่า แต่ปืนลูกโม่ที่โครงปืนเล็กก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากนัก (บางรุ่นเล็กมากจนเหมือนปืนแก็ปก็มี) สามารถพกซ่อนได้เช่นกัน

9. อุปกรณ์เสริม คงต้องยอมรับว่าปืนกึ่งอัตโนมัติมีอุปกรณ์เสริมให้เลือกใช้มากกว่าเช่น ศูนย์ไฟฉายหรือศูนย์เลเซอร์สามารถนำมาติดกับตัวปืนได้ (ตัวปืนต้องมีรางสำหรับติดอุปกรณ์เสริมด้วย) และเมื่อติดอุปกรณ์เหล่านี้เข้าไปแล้วปืนกึ่งอัตโนมัติจะดูเท่มากขึ้นไปอีก แต่ก็ต้องแลกกับปืนที่หนักขึ้นและคล่องตัวน้อยลง ส่วนปืนลูกโม่ส่วนใหญ่ตัวปืนเองไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ติดตั้งอุปกรณ์เสริมเหล่านี้ดังนั้นจึงหาอุปกรณ์เสริมสำหรับปืนลูกโม่ไม่ง่ายนักและไม่ค่อยได้รับความนิยม สำหรับผมแล้วใช้ไฟฉายชนิดที่ไม่ติดกับตัวปืน (Tactical flashlight) ทำให้สามารถใช้ได้กับทั้งปืนลูกโม่และปืนกึ่งอัตโนมัติ

10. น้ำหนักไกปืน สำหรับปืนลูกโม่แล้วส่วนใหญ่ต้องให้ช่างปืนปรับแต่งไกปืนให้เพราะน้ำหนักไกปืนที่มากับโรงงานมักแข็งเกินไปแต่การปรับแต่งนั้นทำได้ง่ายกว่าปืนกึ่งอัตโนมัติมาก ส่วนปืนกึ่งอัตโนมัติส่วนใหญ่ก็ต้องปรับแต่งเช่นกันแต่บางรุ่นมีการปรับแต่งไกมาให้จากโรงงานแล้วจึงไม่จำเป็นต้องปรับแต่งอีก ยกเว้นผู้ยิงที่ต้องการไกปืนที่น้ำหนักเบาขึ้นไปอีกหรือปืนยิงแข่งขันซึ่งต้องปรับแต่งอีกมาก

11. ความคงทนในการใช้งาน ในแง่ของวัสดุที่ทำปืนทั้งสองชนิดมีความใกล้เคียงกันเป็นส่วนใหญ่ยกเว้นปืนบางรุ่นหรือบางแบบที่ทำจากวัสดุที่แตกต่างออกไปเช่น ปืนลูกโม่มีการนำไททาเนียมหรือสแกนเดียมมาทำปืนเพื่อให้มีน้ำหนักเบาลงในขณะที่ยังคงมีความทนทานในการใช้งานแต่ก็ทำให้ราคาปืนสูงขึ้นไปด้วย ในขณะที่ปืนกึ่งอัตโนมัติมีการนำพลาสติกโพลิเมอร์ชนิดพิเศษมาทำโครงปืนเพื่อให้น้ำหนักปืนเบาลงเช่นกัน (สไลด์และลำกล้องปืนยังทำจากเหล็กอยู่) แต่อายุการใช้งานก็อาจสั้นกว่าวัสดุอื่น โดยทั่วไปปืนลูกโม่มีส่วนที่เคลื่อนไหวน้อยกว่าปืนกึ่งอัตโนมัติในขณะที่ทำการยิงจึงมีการสึกหรอจากการใช้งานน้อยกว่า โดยรวมๆผมว่าปืนลูกโม่เป็นต่ออยู่เล็กน้อย

12. การบำรุงรักษา ในแง่นี้ขอพูดถึงการดูแลชิ้นส่วนภายในปืนเพื่อทำให้ปืนยังใช้งานได้ดีอยู่ สำหรับปืนกึ่งอัตโนมัติอาจต้องการการบำรุงรักษามากกว่าปืนลูกโม่เพราะมีชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวมากกว่าจึงมีการสึกหรอได้ง่าย สปริงของปืนกึ่งอัตโนมัติควรเปลี่ยนตามคู่มือที่แนบมากับปืนแต่ละกระบอกแนะนำ เพื่อให้ปืนสามารถทำงานได้อย่างไม่ติดขัด อีกทั้งสปริงภายในแม็กกาซีนต้องหมั่นตรวจเช็คเพราะอาจมีอาการล้าตัวทำให้ป้อนกระสุนได้ไม่ดีเป็นเหตุให้ปืนติดขัดได้ นักยิงปืนส่วนใหญ่ไม่ค่อยเปลี่ยนสปริงภายในปืนกึ่งอัตโนมัติตามที่คู่มือแนะนำเพราะไม่ได้บันทึกว่าได้ยิงไปมากน้อยแค่ไหนแล้ว ดังนั้นถือเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งที่มีในปืนกึ่งอัตโนมัติซึ่งไม่ได้รับการเปลี่ยนอะไหล่ตามกำหนด

13. กระสุนซ้อม เมื่อมีปืนแล้วก็ต้องซ้อมยิงให้ชำนาญเผื่อเวลาใช้งานจริงจะได้ไม่ยิงพลาดไปถูกคนอื่น ในแง่ของกระสุนซ้อมแล้วกระสุน .38 นิ้ว กับ 9 มม. ราคาโดยทั่วไปเท่ากัน ส่วนกระสุนขนาด .357 แม็กนั่มไม่มีกระสุนซ้อม จึงใช้กระสุนขนาด .38 นิ้วแทน (ความจริงกระสุน .38 นิ้วหน้าตัดกระสุนเท่ากับ .357 นิ้วดังนั้นปืน .357 แม็กนั่มจึงสามารถใช้กระสุน .38 นิ้วแทนได้แต่ปืน .38 ไม่สามารถนำกระสุน .357 แม็กนั่มมาใส่ได้ถึงแม้หน้าตัดกระสุนจะเท่ากัน เพราะกระสุน .357 นิ้ว แม็กนั่มยาวกว่า .38 นิ้วเล็กน้อยดังนั้นเมื่อใส่ในโม่แล้วจะปิดโม่ไม่ได้ การที่ตัวเลขหน้าตัดของกระสุนต่างกันแต่กลับมีขนาดเท่ากันเป็นเพราะว่ากระสุน .38 นิ้วนั้นเกิดมาร้อยกว่าปีแล้ว เครื่องมือการวัดในสมัยนั้นไม่ค่อยเที่ยงตรงเท่าไร เมื่อเครื่องมือดีขึ้นพบว่าหน้าตัดจริงๆเป็น .357 นิ้วแต่เขาก็ไม่ได้เปลี่ยนชื่อใหม่ยังคงใช้ชื่อเดิมอยู่) ส่วนกระสุนซ้อมขนาด .45 นิ้วราคาสูงกว่า 9 มม. พอสมควร การเลือกใช้ปืนก็อาจต้องคิดถึงค่าใช้จ่ายในการฝึกซ้อมด้วย

14. ความง่ายในการใช้งาน ปืนลูกโม่แค่ใส่กระสุนเข้าโม่ ปิดโม่ แล้วยิงได้เลย แต่ปืนกึ่งอัตโนมัติเมื่อใส่ซองกระสุนแล้วต้องกระชากสไลด์ถอยหลังเพื่อป้อนกระสุนเข้ารังเพลิงและง้างนกสับก่อนจึงจะยิงได้ ซึ่งเสียเวลามากกว่าปืนลูกโม่เล็กน้อย ในกรณีที่ยิงจนหมดแล้วการบรรจุกระสุนใหม่ปืนกึ่งอัตโนมัติแค่ปลดซองกระสุนเก่าออกแล้วเสียบซองกระสุนใหม่เข้าไป จากนั้นปลดล็อคคันค้างสไลด์เพื่อป้อนกระสุนเข้ารังเพลิงแล้วยิงต่อได้เลยซึ่งใช้เวลาไม่กี่วินาที แต่ลูกโม่เมื่อเทปลอกกระสุนออกจากโม่แล้วต้องใส่ลูกปืนลงไปใหม่ด้วยมือซึ่งเสียเวลาพอสมควร ซึ่งเงื่อนไขนี้จะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อได้เตรียมซองกระสุนซึ่งบรรจุกระสุนไว้ก่อนแล้วเท่านั้น เพราะถ้าต้องมานั่งบรรจุกระสุนใส่ในซองกระสุนแล้วค่อยเสียบเข้าตัวปืนก็คงเสียเวลามากกว่าปืนลูกโม่เป็นแน่ ในทางกลับกันถ้าผู้ใช้ปืนลูกโม่ได้เตรียมกระสุนใส่ในสปีดโรดเดอร์ (Speed loader) หรือเจ็ตโรดเดอร์ (Jet loader) ไว้ก่อนแล้ว ระยะเวลาในการบรรจุกระสุนใหม่ก็ไม่แพ้ปืนกึ่งอัตโนมัติ นอกจากนั้นบางท่านที่ใช้ปืนลูกโม่แม้จะบรรจุกระสุนด้วยมือก็ไม่ได้ช้ากว่าปืนกึ่งอัตโนมัติ แต่ต้องฝึกฝนกันพอสมควร(ผมถือว่าพวกนี้เป็นมนุษย์พันธุ์พิเศษครับ)

หากต้องการทำให้ปืนอยู่ในสภาพที่ปลอดภัยไม่ลั่นออกมาเองสำหรับปืนลูกโม่ก็ง่ายมากแค่เปิดโม่ปืนก็ปลอดภัยแล้ว แต่สำหรับปืนกึ่งอัตโนมัติต้องทำหลายขั้นตอนกว่าปืนจะถือได้ว่าปลอดภัย (ต้องทำตามลำดับดังนี้ ปลดซองกระสุน กระชากสไลด์ 2–3 ครั้ง มองดูในช่องรังเพลิงว่าไม่มีกระสุนค้างอยู่ภายใน เหนี่ยวไกยิงทิ้งไปหนึ่งครั้ง)

นอกจากนั้นเวลาเก็บปืนที่บรรจุกระสุนไว้แล้วเพื่อความปลอดภัยและพร้อมใช้งานเมื่อยามจำเป็น สำหรับปืนลูกโม่ถึงบรรจุกระสุนในโม่จนเต็มก็ถือว่าปลอดภัย ปืนตกพื้นอย่างไรก็ไม่ลั่นออกมาเองได้อย่างแน่นอน นั้นคือจุดเด่นอีกข้อของปืนลูกโม่ในแง่ความปลอดภัย และเมื่อต้องการใช้ปืนก็หยิบขึ้นมายิงได้ทันที ส่วนปืนกึ่งอัตโนมัติมีหลายวิธีในการเก็บปืนหากบรรจุกระสุนในซองกระสุนและใส่ในตัวปืนแล้ว วิธีแรกไม่ต้องกระชากสไลด์เพื่อป้อนกระสุนนัดแรกเตรียมไว้ก่อนก็ถือว่าปลอดภัยทีเดียว เพราะไม่มีกระสุนอยู่ในรังเพลิงไม่มีโอกาสที่กระสุนจะลั่นออกไปได้ แต่ยามจะใช้งานขึ้นมาก็ต้องเสียเวลากระชากสไลด์ก่อนหนึ่งครั้งเพื่อป้อนกระสุนเข้ารังเพลิงจึงจะยิงได้ซึ่งเสียเวลาอยู่พอสมควร ในยามวิกฤติทุกวินาทีหมายถึงชีวิต

แต่ถ้าป้อนกระสุนเข้ารังเพลิงไว้ก่อนก็ต้องหาวิธีทำให้ปืนปลอดภัยจากการตกหล่นแล้วลั่นหรือปืนลั่นออกไปได้ง่ายเกินไปจึงอาจต้องขึ้น Safety ของปืนไว้เพื่อทำให้เหนี่ยวไกไม่ได้และขัดกับสไลด์ไว้ เวลาจะยิงก็ต้องอย่าลืมปลด Safety ด้วยไม่อย่างนั้นก็ยิงไม่ออก (ในเวลาคับขันอาจลืมได้) หรืออีกวิธีหนึ่งคือปืนที่มีระบบการลดนกสับลงครึ่งหนึ่งหรือลดลงจนชิดโครงปืนก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ซึ่งปืนจะยิงไม่ได้จนกว่าจะง้างนกสับถอยหลังจนสุด (ในเวลาคับขันก็ยังอาจลืมได้เช่นกัน) ในปืนกึ่งอัตโนมัติบางยี่ห้อหรือบางรุ่นไม่มี Safety หรือระบบลดนกมาให้ ดังนั้นความปลอดภัยในการใช้ปืนจึงขึ้นอยู่กับผู้ที่ถือปืนกระบอกนั้นเท่านั้น โดยรวมๆแล้วปืนลูกโม่ทำให้ปลอดภัยได้ง่ายกว่าปืนกึ่งอัตโนมัติ

15. ด้ามปืนที่เหมาะสมกับมือ สำหรับปืนลูกโม่แล้วมีด้ามปืนให้เลือกมากมายหลายขนาดและหลายแบบ เราสามารถเลือกให้เหมาะกับมือได้ง่ายกว่าปืนกึ่งอัตโนมัติซึ่งด้ามปืนเป็นที่อยู่ของซองกระสุนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้มากนัก

16. ปืน Single action หรือ Double action ขอยกตัวอย่างปืนลูกโม่เวลายิงปืนนกสับจะทำงานสองจังหวะคือ จังหวะแรก นกสับที่อยู่ชิดโครงปืนต้องง้างถอยหลังออกมาจนสุด จังหวะที่สองคือ นกสับดีดกลับไปชิดโครงปืนทำให้เข็มแทงชนวนกระแทกกับจานท้ายกระสุนเพื่อจุดระเบิดดินปืนส่งผลให้กระสุนลั่นออกไป ปืน Single action หมายถึงเราต้องง้างนกสับถอยหลังมาก่อนจึงจะเหนี่ยวไกเพื่อปล่อยให้นกสับดีดกลับไปกระแทกจานท้ายปลอกกระสุน ถ้าเราไม่ง้างนกสับให้ก่อนก็จะยิงไม่ได้ ส่วนปืน Double action เราสามารถเหนี่ยวไกได้เลยในขณะที่นกสับอยู่ชิดโครงปืน ช่วงที่เหนี่ยวไกอยู่นั้นนกสับจะทำงานทั้งสองจังหวะโดยถอยหลังออกมาจนถึงระยะหนึ่งก็จะดีดตัวกลับไปกระแทกจานท้ายปลอกกระสุนทำให้ลูกปืนลั่นออกไป ปืนลูกโม่สมัยใหม่ส่วนใหญ่สามารถยิงได้ทั้งสองแบบ แต่ปืนกึ่งอัตโนมัติส่วนใหญ่เป็น Single action มีส่วนน้อยเป็น Double action ในสหรัฐบางรัฐห้ามเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ปืนกึ่งอัตโนมัติที่เป็น Double action เพื่อความปลอดภัย

จะเห็นได้ว่าไม่มีสิ่งใดในโลกสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ทั้งปืนลูกโม่และกึ่งอัตโนมัติก็มีข้อดี ข้อด้อย ข้อจำกัด ของมันเอง การเลือกปืนใช้งานก็ต้องมาดูว่าเรายอมรับข้อบกพร่องจุดไหนได้บ้าง ที่สำคัญควรทดลองยิงปืนทั้งสองชนิดก่อนตัดสินใจ (เวลาไปยิงที่สนามยิงปืนอาจขอเช่าปืนแต่ละชนิดมาทดลองยิงดู หรือเวลาเรียนยิงปืนอาจขอลองยิงปืนหลายๆแบบดู แล้วพิจารณาว่าปืนแบบไหนเหมาะกับเรามากที่สุด)
และเมื่อมีปืนแล้วเราต้องทำความรู้จัก ทำความคุ้นเคยกับมันเพื่อให้รู้ข้อดี ข้อด้อย และฝึกฝนการใช้งานให้เกิดความชำนาญและความปลอดภัย

สุดท้ายนี้ทุกครั้งที่จับปืนขอให้มี “สติ”

รวมอาวุธปืนสุดแกร่ง ที่กองทัพไทยเลือกใช้ในการรบ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ กองทัพไทย

ประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย นั้นการที่จะเสริมสร้างกำลังรบให้แข็งแกร่งคงหนีไม่พ้นกองทัพบกเพราะมีการลงทุนที่น้อยกว่าทัพอื่นๆเพราะประเทศไทยเรายังพึ่งพาตนเองในด้านของเทคโนโลยีได้ไม่ร้อยเปอเซ็นต์ ถึงแม้ปัจจุบันได้พัฒนาขึ้นมาเองแต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการใช้งาน วันนี้เรามาดูอาวุธปืนที่ใช้ประจำการในกองทัพไทยกันครับ

ปืนพก

ปืนพกที่ใช้ในกองทัพไทยนะครับหลักๆมี 3 แบบ

ปืนพกอัตโนมัติ Fabbrica d’Armi Pietro Beretta Beretta 92F (ขนาด 9 x 19 มม.)

ปืนพกอัตโนมัติ Colt/Royal Thai Army Ordnance Department M1911/M1911A1 (ขนาด .45 นิ้ว)

ปืนพกอัตโนมัติ Royal Thai Army Ordnance Department Star Bonifacio Echeverria model M mod (ขนาด .45 นิ้ว)

ปืนลูกซอง

ปืนลูกซอง Remington Arms Remington 870 (ขนาด 12 เกจ) 

ปืนลูกซอง Rossi USA Rossi single shot (ขนาด 12 เกจ)

ปืนเล็ก

เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยไม่ว่าประเทศไหนก็ตาม ปืนเล็กจะต้องมีความน่าเชื่อถือได้ในระดับสูง เช่นความแม่นยำ ความทนต่อสภาพอากาศ และปืนที่กองทัพบกได้เลือกใช้นั้นถือว่ามีสเปคตรงตามความต้องการถึงแม้จะมีล้าสมัยบ้างแต่ก็ยังใช้ได้ดี

ปืนเล็กสั้น Heckler and Koch HK33K (ขนาด 5.56 x 45 มม.)
ปืนเล็กสั้น Colt M16A1 carbine model 653 (ขนาด 5.56 x 45 มม.)
ปืนเล็กยาว Heckler and Koch HK33/HK33A1 (ขนาด 5.56 x 45 มม.)
ปืนเล็กยาว Colt M16A1/A2/A4 (ขนาด 5.56 x 45 มม. รุ่น A1 ทยอยเลิกใช้งาน จัดซื้อรุ่น A4 20,233 กระบอก)
ปืนเล็กยาว Israeli Weapons Industries Tavor TAR-21 (ขนาด 5.56 x 45 มม. มีแผนจัดซื้อ 106,205 กระบอก)
ปืนเล็กยาวซุ่มยิงโบลท์แอ็คชั่น SIG-Sauer SSG 3000 (ขนาด 7.62 x 51 มม.)
ปืนเล็กยาวซุ่มยิงกึ่งอัตโนมัติ Knights Armament SR-25 (ขนาด 7.62 x 51 มม.)

ปืนกล

ปืนกลเบานั้นถือว่ามีประโยชน์มากในการรบเพราะเป็นปืนที่มีอนุภาพรายแรงมีกระสุนบรรจุเยอะและสามารถยิงข่มขวัญข้าศึกได้ทั้งในการเข้าตีและการถอนตัวและการยิงสนับสนุน

ปืนกลเบา Fabrique Nationale Minimi (ขนาด 5.56 x 45 มม.)
ปืนกลเบา Israeli Weapons Industries Negev (ขนาด 5.56 x 45 มม. อยู่ระหว่างรับมอบ 1,545 กระบอก)

เครื่องยิงลูกระเบิด

เครื่องยิงลูกระเบิด US Army Springfield Armory M79 (ขนาด 40 มม.)
เครื่องยิงลูกระเบิดจากปืนเล็กยาว Colt M203 (ขนาด 40 มม.)

อาวุธประจำกาย (เฉพาะบางหน่วย)

ปืนพก

ปืนพกประจำกายนี้จะมีเฉพาะบางหน่วยเท่านั้นเพราะบางหน่วยอาจจะภารกิจที่พิเศษกว่าหน่อยทหราราบปกติจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนอาวุธให้มีความสอดคล้องกับภารกิจที่ได้รับมอบหมาย

ปืนพกอัตโนมัติ Fabrique Nationale Browning High Power (ขนาด 9 x 19 มม.)
ปืนพกอัตโนมัติ Glock GLOCK 17 (ขนาด 9 x 19 มม.)
ปืนพกอัตโนมัติ Heckler and Koch P7M8 (ขนาด 9 x 19 มม.)
ปืนพกอัตโนมัติ Ceska Zbrojovka Uhersky Brod CZ 75 (ขนาด 9 x 19 มม.)
ปืนพกอัตโนมัติ Heckler and Koch P2000 (ขนาด 9 x 19 มม.)
ปืนพกอัตโนมัติ SIG-Sauer P226 (ขนาด 9 x 19 มม.)
ปืนพกอัตโนมัติ Heckler and Koch USP (ขนาด 9 x 19 มม. และ .45 นิ้ว)

ปืนเล็ก

ปืนเล็กในที่นี้จะเป็นปืนสำหรับหน่วยรบพิเศษหรือหน่วยที่ทำการรบนอกแบบนั้นเองจะสังเกตุได้ว่าปืนเล็กนั้นจะมีความสั้นกระทัดรัดคล่องตัวเหมาะแก่การทำภารกิจพิเศ

ปืนเล็กสั้น Colt M4/M4A1 (ขนาด 5.56 x 45 มม.)
ปืนเล็กยาว Israeli Weapons Industries Galil (ขนาด 5.56 x 45 มม.)
ปืนเล็กยาว Singapore Technologies Kinetics SAR-21 (ขนาด 5.56 x 45 มม.)
ปืนเล็กยาว Heckler and Koch G-36E (ขนาด 5.56 x 45 มม.)
ปืนเล็กยาว Steyr Mannlicher Steyr AUG (ขนาด 5.56 x 45 มม.)
ปืนเล็กยาว Izhevsk Mechanical Works Kalashnikov AK-47/AKS-47 (ขนาด 7.62 x 39 มม.)
ปืนเล็กยาวซุ่มยิงกึ่งอัตโนมัติ US Army Springfield Armory M14 (ขนาด 7.62 x 51 มม.)
ปืนเล็กยาวซุ่มยิงกึ่งอัตโนมัติ Israeli Weapons Industries Galil Sniper (Galatz) (ขนาด 7.62 x 51 มม.)

ปืนกล 

 สำหรับ MP-5 และ P-90นั้นก็จัดว่าเป็นปืนกลเช่นกันแต่จะเรียกว่าปืนกลมือเพราะมีขนาดที่เล็กกระทัดรัดและมีความคล่องตัวสูงจะแตกต่างจากปืนกลเบาที่มีความหนักและมีลูกกระสุนที่ใหญ่

ปืนกลมือ Heckler and Koch MP-5/MP-5K/MP-5SD (ขนาด 9 x 19 มม.)
ปืนกลมือ Fabrique Nationale P90 (ขนาด 5.7 x 28 มม.)
ปืนกลเบา Singapore Technologies Kinetics Altimax 100 (ขนาด 5.56 x 45 มม.)

เครื่องยิงลูกระเบิด

ไม่ว่าจะใช้ยิงสนันสนุนหรือการยิงเพื่อหวังผลก็มีประสิทธิภาพดีเยี่ยม

เครื่องยิงลูกระเบิดจากปืนเล็กยาว Heckler and Koch M320 (ขนาด 40 มม.)

อาวุธประจำหน่วยทหารราบ

สำหรับปืนประจำหน่วยนั้นจะมีพลังทำลายล้างที่รุนแรกกว่าปืนเล็กประจำการมากเพราะเป็นปืนที่ใช้ในการสนับสนุนหน่วยทหารราบและทหารราบไม่สามารถที่จะนำอาวุธประจำหน่วยไปได้ด้วยเพียงคนเดียวจะต้องมีพลปืนมากกว่า1คนขึ้นไป

ปืนกล 

ปืนกลในที่จะกล่าวถึงนั้นไม่ใช้ปืนกลเบาอย่างที่ผ่านๆมาเพราะปืนกล M60 นั้นมีอำนาจการทำลายล้างที่รุนแรงมากและต้องใช้พลประจำปืนถึง4คนในการรบแต่บางกระบอกเช่น M2HB นั้นหนักมากจนทหารรายไม่สามารถนำไปได้เลยต้องใช้การติดตั้งบนรถแท่นและปืนกลนี้มีประโยชน์มากไม่ว่าจะเป็นการตั้งรับหรือการบุกเข้ายึดที่หมายถ้ามีการยิงสนันสนุนจากปืนในโหมดนี้ละก็รับรองข้าศึกแทนจะไม่ต้องเงยหัวขึ้นมายิงตอบโดต้เลยทีเดียว

ปืนกลกลาง U.S. Ordnance M60 (ขนาด 7.62 x 51 มม.)
ปืนกลกลาง Fabrique Nationale MAG 58 (ขนาด 7.62 x 51 มม.)
ปืนกลหนัก U.S. Ordnance M2/M2HB (ขนาด 12.7 x 99 มม.)

เครื่องยิงลูกระเบิด

เครื่องยิงลูกระเบิดนั้นถ้าพูดกันจริงๆมันก็คล้ายๆกับ ป. สนามนั้นเองเพียงแต่มีขนาดเล็กกว่าและสามารถนำติดตัวไปด้วยแบบ ค.60 มม. แต่ถ้าใหญ่ขึ้นไปก็ต้องใช้รถลากไปเป็นอาวุธที่ใช้ยิงสนับสนุนในการรบเช่นเดียวกับ ป. สนาม หรือจะใช้ยิงก่อนเข้าตีเพื่อเครีลย์ที่หมายก็ได้เช่นกัน

เครื่องยิงลูกระเบิด US Army M2 (ขนาด 60 มม.)
เครื่องยิงลูกระเบิด US Army M19 (ขนาด 60 มม.)
เครื่องยิงลูกระเบิด Thailand MoD Weapon Production Center M121A1/A2 (ขนาด 60 มม.)
เครื่องยิงลูกระเบิด Thailand MoD Weapon Production Center M121A3 Commando (ขนาด 60 มม.)
เครื่องยิงลูกระเบิด US Army M1 (ขนาด 81 มม.)
เครื่องยิงลูกระเบิด US Army M29 (ขนาด 81 มม.)
เครื่องยิงลูกระเบิด Thailand MoD Weapon Production Center M221A2 (ขนาด 81 มม.)
เครื่องยิงลูกระเบิด Thailand MoD Weapon Production Center M132A1 (ขนาด 120 มม.)