Blog

เมื่อตำรวจพบอาวุธปืน สามารถใช้ดุลพินิจในการจับกุมได้หรือไม่

กองวิจัยและวางแผน ส่วนราชการกรมตำรวจ ที่ 0503 ( ส ) / 27663

วันที่ 30 กันยายน 2525

เรื่อง การปฏิบัติเกี่ยวกับการตรวจค้นบุคคลพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณสถาน

ผบช. , ผบก. , หรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่าทุกหน่วยงาน

ตามบันทึก ตร.ที่ 0501 /30476 ลงวันที่ 11 ธันวาคม 2517 กำหนดแนวทาง

ในการปฏิบัติของข้าราชการตำรวจ ให้ใช้ดุลพินิจในการตรวจค้น จับกุม
ผู้พกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณสถานให้เป็นการถูกต้องตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 371 ได้บัญญัติไว้ ต่อมาได้มีคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน
ฉบับที่ 44 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 8 ทวิ แห่ง พรบ. อาวุธปืนฯ
พ.ศ. 2490 ขึ้นอีก ในทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจในปัจจุบันยังคงมีปัญหา
เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจค้นพบบุคคลพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะ โดยมีเพียงใบอนุญาต
ให้มีและใช้อาวุธปืน ( ป. 4 ) แต่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว ( ป. 12 )
ก็มักจะควบคุมตัวมาดำเนินคดีทุกรายไป ทำให้เป็นที่เดือดร้อนแก่ผู้บริสุทธิ์ที่ถูกตรวจค้น
และจับกุม เพื่อให้การปฏิบัติของเจ้าพนักงานตำรวจเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
และถูกต้อง จึงขอซักซ้อมความเข้าใจในการปฏิบัติเพิ่มเติมดังนี้ ตามบทบัญญัติ
มาตรา 8 ทวิ แห่ง พรบ.อาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งคณะปฏิรูป
การปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 44 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 ข้อ 3 กำหนดว่า ห้ามมิให้
ผู้ใดพกพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาต
ให้มีอาวุธปืนติดตัว เว้นแต่กรณีต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควร
แก่พฤติการณ์ ไม่ว่ากรณีใด

ห้ามมิให้พกพาอาวุธปืนไปโดยเปิดเผยหรือพาไปในที่ชุมนุมชนที่ได้จัดให้มีขึ้น
เพื่อนมัสการ การรื่นเริง การมหรสพ หรือการอื่นใด

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า กฎหมายยังคงเปิดโอกาส ให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์
นำเอาอาวุธปืนที่ตนมีไว้โดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้พกพา
ติดตัวไปเพื่อป้องกันตัวและทรัพย์สินได้ ภายในขอบเขตที่กฎหมายให้กระทำได้
ตามแนวคำชี้ขาดไม่ฟ้องคดีของอธิบดีกรมอัยการเกี่ยวกับการพกพาอาวุธปืนไปในเมือง
หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้พกพาจากเจ้าพนักงาน
ซึ่งถือว่าโดยสภาพเป็นกรณีที่ต้องมีอาวุธปืนติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วน
ตามสมควรแก่พฤติการณ์ มีแนวทางพอสรุปได้ดังนี้คือ

1. ถ้าได้นำอาวุธปืนใส่กระเป๋าเก็บไว้ในช่องเก็บของท้ายรถ ซึ่งไม่สามารถหยิบใช้ได้ทันทีทันใด

2. เอาอาวุธปืนใส่กระเป๋าใส่กุญแจแล้ววางไว้ในรถซึ่งไม่สามารถหยิบใช้ได้ในทันทีทันใด

3. ไปเก็บเงินจากลูกค้าต่างจังหวัด จำนวนเป็นหมื่นๆ นำติดตัวมาแล้วมีอาวุธปืน
ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนแล้ว ใส่ช่องเก็บของหน้ารถยนต์เพื่อป้องกันตัวและทรัพย์สิน

4. ไปเก็บเงินจากลูกค้าต่างจังหวัด นำอาวุธปืนติดตัวมาด้วย โดยแยกอาวุธปืน
และเครื่องกระสุนปืนออกจากกัน ใส่กระเป๋าเอกสารไว้ที่พนักเบาะหลังรถยนต์

5. ห่ออาวุธปืน และแหนบบรรจุกระสุนปืน ( แมกกาซีน ) แยกออกคนละห่อเก็บไว้ในกระโปรง
รถยนต์ซึ่งใส่กุญแจ

จึงแจ้งมาเพื่อทราบและแจ้งให้ข้าราชการตำรวจที่เกี่ยวข้องทราบ เพื่อใช้เป็นดุลพินิจ
ประกอบการพิจารณาในการปฏิบัติหน้าที่ในเรื่องนี้ต่อไป

ลงชื่อ พล.ต.ท.ณรงค์ มหานนท์ ( ณรงค์ มหานนท์ )
รองอ.ตร.ปป.ปร.ท.อ.ตร.

เมื่อตำรวจพบอาวุธปืน สามารถใช้ดุลพินิจในการจับกุมได้หรือไม่

อาวุธปืน

ทำไมตำรวจไทยถึงนิยมใช้ปืนลูกโม่ .38 มากกว่า

เหตุผลที่ตำรวจใช้ปืนลูกโม่ เพราะปืนลูกโม่ ขนาด .38 เป็นปืนที่ทางราชการมีให้เบิกเฉพาะผู้ที่ต้องการเบิกเป็นรายบุคคลไป
ไม่ได้มีแจกให้กับตำรวจทุกคนอาวุธปืนสั้นประจำกายของทางราชการตำรวจ  ส่วนมาก จะเป็น สมิธฯ ศูนย์ตาย ลำกล้อง 4 นิ้ว รมดำ และในแบบฝึก
ของโรงเรียนตำรวจมักเน้นให้ฝึก ปืนลูกโม่ เป็นหลัก ยกเว้นที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ จะมีการฝึก ทั้ง ปืน ออโต และลูกโม่

ตำรวจที่ไม่ได้มีความสนใจในเรื่อง อาวุธปืนเป็นพิเศษ จึง นิยมใช้กันเพราะถือว่าพอเพียงที่จะป้องกันตัวเองแล้ว รวมทั้ง ตำรวจบางสายงานที่ไม่ได้ใช้อาวุธปืนเป็นหลัก ก็จะพกเพียงเพื่อประกอบกับเครื่องแบบ ถ้าไม่ได้แต่งเครื่องแบบก็มักไม่พกปืน  แต่ปัจุบันตำรวจที่จบมาใหม่ๆ มักนิยมใช้ปืน ออโต มากกว่า รวมทั้งตำรวจในสายงานปรามปราบหรืองานสืบสวนก็มักนิยมปืน ออโต เพราะมีโอกาสที่จะปะทะกับคนร้ายมากกว่าส่วน ตำรวจชั้นสัญญาบัตรส่วนใหญ่ที่ไม่นิยกพกปืนกัน น่าจะเป็นเพราะท่านไม่ได้คิดจะไปจับใคร หรือไปปะทะกับคนร้ายที่ไหน มักอยู่ในตำแหน่งบริหารและสั่งการ หากมีเหตุร้ายเกิดตรงหน้า ท่านก็หลบและเรียกผู้ใต้บังคับบัญชามาเสี่ยงแทน น่าจะเหมาะสมและถนัดในงาน ใช้แรงแบบนี้มากกว่าตัวเองซึ่งถนัดการสั่ง กับวางแผน

ทำไมตำรวจไทยถึงนิยมใช้ปืนลูกโม่ .38 มากกว่า

ชนิดปืน

เด้งแล้ว 10 ตำรวจฉาว สภ.บางพลี หลังถูกร้องเรียกเงินแสนแลกปล่อยตัว

เด้งแล้ว 10 ตำรวจฉาว สภ.บางพลี หลังถูกร้องเรียกเงินแสนแลกปล่อยตัว

เด้งแล้ว 10 ตำรวจบางพลี หลังถูกร้องเรียกเงินแสนแลกปล่อยตัว ผู้การปากน้ำสั่งเด้ง ยศตั้ง พ.ต.ต. ถึง ส.ต.ท. หลังถูกร้องเรียกเงินแสนแลกปล่อยตัว

จากกรณีเมื่อช่วงบ่ายของวานนี้ที่ 27 พฤษภาคม 2563 นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม  ได้พาหญิงสาวผู้เสียหายวัย  27 ปี เข้าเข้าร้องทุกข์ กับ พล.ต.ต.ชุมพล พุ่มพวง ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ เพื่อให้ดำเนินคดีกล่าวโทษ กับนายตำรวจชุดสืบสวน สภ.บางพลี รวม 10 นาย ที่ร่วมกันกรรโชกทรัพย์ ผู้ต้องหาคดียาเสพติด เป็นเงินกว่า 1.3 แสนบาท เพื่อแลกกับการปล่อยตัว หลัง พล.ต.ต.ชุมพล พุ่มพวง ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ รับเรื่องแล้วได้สั่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริง

ล่าสุดเมื่อช่วงเย็นของวานนี้ พล.ต.ต.ชุมพล พุ่มพวง ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ ได้ออกหนังสือคำสั่ง ตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ ที่ 229/2563 เรื่อง ให้ข้าราชการไปปฎิบัติราชการ โดยระบุว่า ด้วย ตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการปฎิบัติหน้าที่ราชการตำรวจบางรายในพื้นที่ของ สถานีตำรวจภูธรบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ โดยอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่าจะกระทำความผิดตามที่ได้รับเรื่องร้องเรียนหรือไม่นั้น จึงให้ข้าราชการตำรวจไปปฎิบัติราชการที่ศูนย์ปฎิบัติการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ โดยขาดจากตำแหน่งเดิม จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2563 เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 27 พฤษภาคม 2563

สำหรับรายชื่อตำรวจทั้ง 10 นายที่ถูกสั่งเด้ง เข้าศูนย์ปฎิบัติการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการประกอบด้วย  1.พ.ต.ต.กมลศักดิ์ นาคเสน สว.สส.สภ.บางพลี  / 2.ร.ต.อ.อิทธิพล ระเบียบโพธิ์ รองสวป.สภ.บางพลี  / 3.ร.ต.อ.วสันต์ วงศ์เรือง รองสว.จร.สภ.บางพลี / 4. ด.ต.จิรภัทร นันติดอย ผบ.หมู่สส.สภ.บางพลี / 5.จ.ส.ต.กฤษดา ฤทธิยา ผบ.หมู่ สส.สภ.บางพลี  /  6.ส.ต.อ.ภิภูษณะ ศรีนวล ผบ.หมู่สส.สภ.บางพลี  / 7.ส.ต.อ.วัชรพงศ์ ดีสา ผบ.หมู่ สส.สภ.บางพลี  / 8.ส.ต.ท.มนตรี นากอก ผบ.หมู่ งานป้องกันและปราบปราม สภ.บางพลี /  9.ส.ต.ท.กฤษดา มูลพร้อม ผบ.หมู่ สส.สภ.บางพลี / 10.ส.ต.ท.รัชนาท มีบุตร ผบ.หมู่งานป้องกันและปราบปราม สภ.บางพลี

ตำรวจของประชาชน​ สู้ภัย Covid19

เพลงนี้ริเริ่มมาจาก พล.ต.อ.จักรทิพย์​ ชัยจินดา​ ผบ.ตร., พล.ต.ท. มนตรี​ ยิ้มแย้ม ผบช. ภ.2,  พล.ต.ต.อิทธิพร​ โพธิ์ทอง​ ผบก. ภ.จว. นครนายก ให้แต่งเพลง​ ตำรวจของประชาชน​  สู้ภัยโควิด​ 19​ ขึ้น​  เนื้อเพลงเกี่ยวกับ​ ตำรวจช่วยเหลือประชาชนในช่วงโควิด​ ที่เข้ามาระบาดในประเทศไทยประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก​ ซึ่งตำรวจก็ได้เข้ามาช่วยประชาชนให้ผ่านเวลาอันแสนยากเย็นนี่ไปได้

โดยการจัดทำบทเพลงนี้ไม่ว่า​ จะเป็น​ นักร้อง​, มือเบา, มือกลอง, กีต้าร์, คีย์บอด​ ล้วนเป็นตำรวจทั้งสิ้น​  ในการถ่ายทำMV.ประกอบเพลงได้ไปถ่ายทำที่​ เขื่อนขันด่านปราการชลซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่โด่งดังของจังหวัดนครนายกอีกด้วย

ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากข้าราชการตำรวจทุกหน่วยงานในการปฏิบัติหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย เพื่อป้องกันและลดการแพร่ระบาดของโรค รวมถึงการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมที่ซ้ำเติมประชาชน การให้บริการ การช่วยเหลือแจกจ่ายอาหารและสิ่งของให้ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ตลอดจนการปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ได้รับมอบหมาย ทำให้ภารกิจในห้วงที่ผ่านมาเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเกิดจากความทุ่มเท เสียสละและอุทิศตนของข้าราชการตำรวจทุกนายทุกระดับชั้น!!

ยุทธวิธีสายตรวจจักรยาน ท่องเที่ยวตามรอยวิถีไทย เก๋ไก๋เมืองรอง

ยุทธวิธีสายตรวจจักรยาน ท่องเที่ยวตามรอยวิถีไทย เก๋ไก๋เมืองรอง

พ.ต.ท. ต่อลาภ ตินะมาตร สารวัตรตำรวจท่องเที่ยวตาก – กำแพงเพชร นำเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมด้วยอาสาสมัครตำรวจท่องเที่ยวกำแพงเพชร ( ทัวร์ริสโพลิศ ) สื่อสารมวลชน เข้าร่วมโครงการศึกษาดูงานและการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพอาสาสมัครตำรวจท่องเที่ยว ( ยุทธวิธีสายตรวจจักรยาน ท่องเที่ยวตามรอยวิถีไทย เก๋ไก๋เมืองรอง ) ณ.จังหวัดลพบุรีและจังหวัดนครราชสีมา โดยเริ่มออกเดินทางจากจังหวัดกำแพงเพชรเพื่อมาศึกษาดูงานที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ บ้านพระยาวิชเยนทร์และพระปรางค์สามยอด เพื่อสังเกตการณ์ข้อดีข้อเสียและนำมาปรับปรุงใช้ในการทำงาน

หลังจากนั้นเป็นการเดินทางไปยัง จ.นครราชสีมา ก่อนเข้าที่พักเป็นกิจกรรมการถอดบทเรียนแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมลพบุรีด้านการบริหารจัดการ ต่อด้วยกิจกรรมการพัฒนาบุคลากรภายในหน่วยที่ผู้บังคับบัญชาให้ความสำคัญมาเป็นอันดับหนึ่ง ในการฝึกอบรมทบทวนสายตรวจรถจักรยานระดับก้าวหน้า ณ.ศูนย์ฝึกอบรมยุทธวิธีตำรวจกลางหนองสาหร่าย จ.นครราชสีมา โดย พล.ต.ต.ศิริพงษ์ ติมุลา ผบก.ทท.2 ( ผู้บังคับการ ตำรวจท่องเที่ยว 2 ) มอบหมายให้ พ.ต.อ.ธีระวัฒน์ นุมานิต ผกก.3 บก.ทท.2 เป็นประธานเปิดการอบรม ยุทธวิธีสายตรวจจักรยาน ซึ่งมีตำรวจท่องเที่ยว จาก ส.ทท.1 (พิษณุโลก) , 2 (นครสวรรค์) และ 3 (ตาก) กก.3 บก.ทท.2 พร้อมอาสาสมัครสายตรวจจักรยานตำรวจท่องเที่ยวกำแพงเพชร เข้าร่วมการอบรม รวม 50 คน เข้ารับการฝึกจากครูฝึกสายตรวจจักรยาน ณ ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจกลางศูนย์ฝึกอบรมยุทธวิธีตำรวจกลางหนองสาหร่าย จว.นครราชสีมา ทั้งนี้เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและอาสาสมัครใช้ในการรักษาความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว ในพื้นที่ จ.ตากและกำแพงเพชร

ยุทธวิธีสายตรวจจักรยาน ท่องเที่ยวตามรอยวิถีไทย เก๋ไก๋เมืองรอง

เกี่ยวกับตำรวจ

ตำรวจทำ MOU กับโรงเรียนช่วยกันต้านยาเสพติด

ตำรวจทำ MOU กับโรงเรียนช่วยกันต้านยาเสพติด

สถานีตำรวจภูธรเมืองอุทัยธานี พ.ต.อ.สาโรจน์ พิมพ์คุณากร ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองอุทัยธานี ลงนามทำ MOU กับโรงเรียนที่เคยเป็นกลุ่มเสี่ยงปัญหายาเสพติด จำนวน 12 โรงเรียน ในเขตอำเภอเมืองอุทัยธานี เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในโรงเรียน พร้อมทั้งหารือแนวทางในการป้องกันตรวจตราเด็กนักเรียนที่มีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงกับยาเสพติด เพราะผู้ค้ายาเสพติดนั้นมีการจำหน่ายในรูปแบบใหม่มากขึ้นไม่ว่าจะเป็นการบรรจุยาเสพติดในรูปแบบที่คล้ายขนมต่าง ๆ ทำให้เด็กนักเรียน และเยาวชนเข้าถึงยาเสพติดได้มากขึ้นกว่าเดิม ทั้งนี้ยังมีการมอบใบประกาศนีย์บัตรให้กับโรงเรียนที่ร่วมโครงการกับครูแด (D.A.R.E) โดยโครงการนี้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาสอน การป้องกันยาเสพติดในโรงเรียนและทำกิจกรรมป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ผ่านโครงการครูแด อีกทั้งมอบใบประกาศนีย์บัตรให้กับเด็ก



ตำรวจแจ้งข้อหา แม่ปาดคอลูกสาว 3 ขวบ โทษหนักถึงประหารชีวิต

ตำรวจแจ้งข้อหา แม่ปาดคอลูกสาว 3 ขวบ โทษหนักถึงประหารชีวิต

ตำรวจแจ้งข้อหา แม่ปาดคอลูกสาว 3 ขวบ โทษหนักถึงประหารชีวิต

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. เปิดเผยความคืบหน้ากรณีที่สื่อออนไลน์มีการนำเสนอแม่ฆ่าปาดคอลูก 3 ขวบ เสียชีวิตในบ้านพักภายในสวนยางพาราไม่มีเลขที่ บางงอน อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี ว่าจากการสอบปากคำมารดาของผู้เสียชีวิต ให้การรับสารภาพว่า เป็นผู้ก่อเหตุดังกล่าว

แม่ปาดคอลูกสาว 3 ขวบ ดับสยองคาบ้าน หลอนตั้งแต่เช้าบอกจะมีคนมารุมโทรม โดยทราบว่าสาเหตุเกิดจากความเครียด โดยพนักงานสอบสวนได้พาชี้ที่เกิดเหตุ และทำแผนประทุษกรรม อีกทั้งได้สอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้อง และได้แจ้งข้อหาผู้ต้องหาในความผิดฐาน ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ตามมาตรา 288 ต้องรับโทษประหารชีวิต หรือ จำคุกตลอดชีวิต หรือ จำคุกตั้งแต่ 15 ปี ถึง 20 ปี

พร้อมกันนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานไปยังสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เข้าช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อีกทั้งขอฝากไปยังประชาชน รวมถึงสื่อมวลชนโดยทั่วไป ในเรื่องของการนำเสนอข่าวหรือข้อมูลส่วนบุคคล ให้ใช้วิจารณญาณเคารพในสิทธิ ไม่นำเสนอภาพหรือข้อมูลต่างๆ ที่อาจไปละเมิดสิทธิ หรือกระทบสิทธิของผู้เสียชีวิตและครอบครัว

ฉุนแย่งลูกค้า! โชเฟอร์ตุ๊กตุ๊กกระหน่ำยิงเพื่อนร่วมวินเจ็บสาหัส ตำรวจล็อกตัวทันควัน

ฉุนแย่งลูกค้า! โชเฟอร์ตุ๊กตุ๊กกระหน่ำยิงเพื่อนร่วมวินเจ็บสาหัส ตำรวจล็อกตัวทันควัน
เกิดเหตุโชเฟอร์รถตุ๊กตุ๊กกระหน่ำยิงกันเอง บริเวณคิวรถตุ๊กตุ๊กข้างสถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ บาดเจ็บสาหัส 1 คน สาเหตุมาจากแย่งผู้โดยสาร

ฉุนแย่งลูกค้า! โชเฟอร์ตุ๊กตุ๊กกระหน่ำยิงเพื่อนร่วมวินเจ็บสาหัส ตำรวจล็อกตัวทันควัน

ร.ต.อ.สุชาติ แก้วรัตน์ รองสารวัตรสอบสวน สภ.หาดใหญ่ จ.สงขลา รับแจ้งเกิดเหตุยิงกันที่บริเวณคิวรถตุ๊กตุ๊ก ข้างสถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ เขตเทศบาลนครหาดใหญ่ จ.สงขลา ที่เกิดเหตุพบร่าง นายเสาร์ อายุ 40 ปี โชเฟอร์รถตุ๊กตุ๊ก ถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัสนอนอยู่ริมถนนทางขึ้นสถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ โดยถูกกระหน่ำยิงด้วยอาวุธปืนขนาด .38 เข้าบริเวณหน้าอกและกลางหลัง 9 นัด

หน่วยกู้ภัยมูลนิธิมิตรภาพสามัคคีหาดใหญ่และทีมแพทย์ฉุกเฉินของโรงพยาบาลหาดใหญ่ รีบปฐมพยาบาลช่วยเหลือและพาตัวส่งโรงพยาบาลหาดใหญ่ เนื่องจากอาการสาหัสเป็นตายเท่ากัน ในขณะที่ตอนเกิดเหตุค่อนข้างวุ่นวาย เพราะมีญาติของคนเจ็บมาโวยวายด้วยความโมโหที่เห็นนายเสาร์ถูกยิง จนตำรวจต้องกันออกไป

ส่วนคนที่ยิงก็เป็นโชว์เฟอร์ขับรถตุ๊กตุ๊กคิวเดียวกัน ชื่อ นายเชาวลิตร อายุ 40 ปี ได้ถูก ด.ต.สุวิทย์ กำลัง เจ้าหน้าที่หน่วยรบพิเศษกองกำกับการปฏิบัติการพิเศษกองบังคับการสืบสวนภาค 9 ที่เดินอยู่ในบริเวณเกิดเหตุได้เข้าล็อกตัวเอาไว้ได้พร้อมอาวุธปืนของกลาง .38 ที่ใช้ยิงและสนับมือ 1 อัน ก่อนที่จะส่งตัวให้กับตำรวจ สภ.หาดใหญ่ รับตัวไปสอบสวนดำเนินคดี

จากการสอบสวนญาติคนเจ็บและพยานแวดล้อมทราบว่า ทั้งคนยิงและคนเจ็บมีเรื่องบาดหมางกันมาตลอดจากปัญหาแย่งผู้โดยสาร ล่าสุด เมื่อช่วงเช้าก็ทะเลาะท้าต่อยกันอีกครั้ง และขณะเกิดเหตุเป็นช่วงที่มีรถไฟเข้าสู่สถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่พอดี

โดยนายเสาร์กำลังเดินไปรอเรียกผู้โดยสารบริเวณทางออกสถานีรถไฟ และถูกนายเชาวลิตรเดินตามมาและใช้อาวุธปืนกระหน่ำยิงไม่ยั้งถึงสองโม่จำนวน 9 นัด จนนายเสาร์ ล้มฟุบลงกับพื้น ส่วนนายเชาวลิต หลังก่อเหตุก็ยังยืนอยู่ใกล้ๆ และถูก ด.ต.สุวิทย์ ฉวยจังหวะเข้าล็อกตัวเอาไว้ได้

นึกว่าเมียหนีไปหา หนุ่มฆ่าปาดคอเพื่อนบ้าน ลูกช็อกกลับมาเจอศพพ่อ

นึกว่าเมียหนีไปหา หนุ่มฆ่าปาดคอเพื่อนบ้าน ลูกช็อกกลับมาเจอศพพ่อ

หนุ่มวัย 35 ปี หึงโหด ใช้มีดปาดคอเพื่อนบ้านเสียชีวิตสยอง ตำรวจตามรวบได้ทันควัน รับสารภาพนึกว่าภรรยาที่ถูกตนเองทำร้ายหนีมา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 17.30 น. (8 ก.ย.) พ.ต.อ.บัญญัติ ทั่งกลาง ผกก.สภ.โนนคูณ จ.ศรีสะเกษ นำตัว นายกิตติพงษ์ อายุ 35 ปี ผู้ต้องหาฆ่าคนตายมาสอบปากคำ สืบเนื่องจากเมื่อเวลา 23.30 น. ของวันที่ 7 ก.ย. สภ.โนนคูณ ได้รับแจ้งว่า มีเหตุฆ่ากันตายที่บ้านไม่มีเลขที่ อยู่ท้ายหมู่บ้านบ้านหนองแวงใต้ หมู่ 10 ต.หนองกุง อ.โนนคูณ

นึกว่าเมียหนีไปหา หนุ่มฆ่าปาดคอเพื่อนบ้าน ลูกช็อกกลับมาเจอศพพ่อ

 

ที่เกิดเหตุ เป็นบ้านไม้สองชั้นใต้ถุนโล่ง ใต้ถุนบ้านมีแคร่ไม้ไผ่ตั้งอยู่ พบผู้เสียชีวิตนอนอยู่ข้างแคร่ ทราบชื่อคือ นายคำภา อายุ 48 ปี อาศัยอยู่บ้านหลังดังกล่าว มีบาดแผลถูกของมีคมปาดที่ลำคอหลายแผล ที่หน้าท้องใต้ราวนมซ้ายมีรอยถูกแทงทะลุถึงปอดเสียชีวิตมาไม่ต่ำกว่าสองชั่วโมง

เบื้องต้น นายกิตติพงษ์ให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุฆ่านายคำภาจริง เนื่องจากตนเข้าใจว่าภรรยาของตนที่หนีออกจากบ้านจะมาหาผู้ตาย เพราะภรรยาเคยมาหาหลายครั้งแล้ว ตำรวจจึงแจ้งข้อหานายกิตติพงษ์ว่า ฆ่าคนตายโดยเจตนาเตรียมนำตัวส่งฝากขังต่อศาลในวันรุ่งขึ้นต่อไป

จากการสอบถาม นายก้าว (นามสมมุติ) อายุ 15 ปี ลูกชายของผู้เสียชีวิต เล่าว่า เมื่อตอนหัวค่ำตนกินข้าวกับพ่อ เสร็จแล้วก็ออกจากบ้านไปเล่นเกมบ้านเพื่อนที่อยู่ใกล้ๆ กัน ส่วนพ่อก็ล้มตัวลงนอนพักผ่อนที่แคร่ใต้ถุนบ้าน ตนกลับมาสี่ทุ่มกว่าเกือบห้าทุ่ม มาถึงบ้านก็พบว่าพ่อถูกฆ่าตายแล้ว จึงแจ้งผู้ใหญ่บ้านทราบ ผู้ใหญ่บ้านก็แจ้งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบที่เกิดเหตุ

ด้าน นายอดิศักดิ์ โพธิ์ชัย ผู้ใหญ่บ้าน เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุ นายกิตติพงษ์ ผู้ต้องหา ได้ออกตามหาภรรยาซึ่งถูกนายกิตติพงษ์ทำร้ายจนบาดเจ็บ จึงหนีออกจากบ้านเพราะกลัวว่าจะถูกทำร้ายอีก นายกิตติพงษ์ตามหาหลายที่แล้วไม่เจอจึงได้มาถามตนตนก็บอกว่าไม่เห็น นายกิตติพงษ์จึงไปตามที่บ้านของนายคำภา ผู้ตาย ก็ไม่พบจึงขับรถกลับมาที่บ้านตนอีก โดยมาพูดว่าขอโทษด้วยที่พูดเสียงดัง

จากนั้นนายกิตติพงษ์ก็ขับขี่จักรยานยนต์ออกไปอีก ซึ่งทุกคนก็เห็นแสงไฟรถจักรยานยนต์มุ่งหน้าไปทางบ้านของนายคำภาผู้ตาย มีคนได้ยินเสียงร้องโอ๊ยๆ 2 ครั้ง เพราะบ้านตนห่างจากบ้านของผู้ตายประมาณ 150 เมตร ซึ่งเปิดเป็นร้านค้าชุมชนมีคนมาซื้อของเรื่อยๆ สักพักก็เห็นแสงไฟจักรยานยนต์ออกมา จนกระทั่งลูกชายของผู้ตายมาบอกว่าพ่อถูกฆ่าจึงแจ้งตำรวจมาตรวจสอบ

ขณะที่ พ.ต.อ.บัญญัติ ทั่งกลาง ผกก.สภ.โนนคูณ กล่าวว่า หลังเกิดเหตุ ตำรวจชุดสืบสวน ภ.จว.ศรีสะเกษร่วมกับชุดสืบสวน สภ.โนนคูณได้ออกติดตามคนร้าย จนไปพบนายกิตติพงษ์หนีไปหลบซ่อนตัวอยู่ที่เถียงนาอีกหมู่บ้านหนึ่ง ตำรวจจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลจังหวัดกันทรลักษ์ออกหมายจับและจับกุมตัวมาได้ พร้อมเสื้อผ้าและจักรยานยนต์เปื้อนเลือด

ด่วน! โปรดเกล้าฯ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา พ้นตำแหน่งรองผบ.ตร.แล้ว

ด่วน! โปรดเกล้าฯ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา พ้นตำแหน่งรองผบ.ตร.แล้ว

ด่วน! โปรดเกล้าฯ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา พ้นตำแหน่งรองผบ.ตร.แล้ว

 

(6 ก.ย.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ให้ข้าราชการตำรวจพ้นจากตำแหน่ง

ด้วยสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีคำสั่งให้ พลตำรวจเอก วิระชัย ทรงเมตตา ข้าราชการตำรวจ ตำแหน่ง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สำรองราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2563 เนื่องจากถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง จนถูกตั้งกรรมการสอบสวน และขอให้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 104 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ประกอบข้อ 8 วรรคสอง ของกฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการตำรวจประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือส่วนราชการใด หรือสำรองราชการในส่วนรายการใด พ.ศ. 2548 ซึ่งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พ้นจากตำแหน่งแล้ว

บัดนี้ ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้บุคคลดังกล่าวพ้นจากตำแหน่ง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2563

ประกาศ ณ วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2563

ด่วน! โปรดเกล้าฯ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา พ้นตำแหน่งรองผบ.ตร.แล้ว