ประวัติกรมตำรวจ หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

   สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  หรือกรมตำรวจ หรือบางคนอาจจะเรียกกันติดปากว่า กรมตำรวจแห่งชาติ ซึ่งปัจจุบัน คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นหน่วยงานที่ดูแลกิจการเกี่ยวกับตำรวจในประเทศไทย

ประวัติ ตำรวจไทยยุคต้น (ก่อน พ.ศ. 2403)

กิจการตำรวจ มีมาก่อน พ.ศ. 2403 แต่หลักฐานที่แน่ชัดพอจะหาได้ในสมัยกรุงศรีอยุธยา คือในแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ตราระเบียบการปกครองบ้านเมืองเป็น 4 เหล่า เรียกว่า จตุสดมภ์ ได้แก่ เวียง วัง คลัง นา ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้มีตำรวจขึ้นด้วยและให้ขึ้นอยู่กับเวียง มีเจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์สมุหนายกอัครมหาเสนาบดี เป็นผู้บังคับบัญชา
กิจการตำรวจครั้งนั้นแบ่งออกเป็นตำรวจพระนครบาล ตำรวจภูธร ส่วนตำรวจหลวงให้ขึ้นอยู่กับวัง มีเจ้าพระยาธรรมาธิบดีศรีรัตนมณเฑียรบาล เป็นผู้บังคับบัญชา และทรงโปรดเกล้าฯ ให้ตราศักดินาของตำรวจไว้เป็นบรรทัดฐานในบทพระอัยการระบุตำแหน่งนายพลเรือน เช่นเดียวกับข้าราชการฝ่ายอื่น ดังนี้
ตำรวจภูธร หลวงวาสุเทพ เจ้ากรมมหาดไทย ตำรวจภูธร ศักดินา 1,000 ขุนพิศณุแสนปลัดขวา ศักดินา 600
ตำรวจภูบาล หลวงเพชรฉลูเทพ เจ้ากรมมหาดไทย
ตำรวจภูบาลศักดินา 1,000 ขุนมหาพิชัย ปลัดขวา ศักดินา 600 ขุนแผลงสะท้าน ปลัดซ้าย ศักดินา 600
นอกจากนี้ยังมีเอกสารหลายชิ้นที่แสดงว่าบุคคลที่จะเป็นตำรวจได้นั้นต้องคัดเลือกจากผู้ที่มีชาติกำเนิดสืบเชื้อสายมาจากตระกูลที่ได้ทำคุณความดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และต้องเป็นบุคคลที่ทรงวางพระราชหฤทัย การบังคับบัญชาตำรวจก็ต้องขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะแต่พระองค์เดียว กิจการตำรวจในยุคนี้จะจัดตั้งเพื่อให้ทำหน้าที่ในวงจำกัด และมิได้ขยายไปยังส่วนการปกครองทั่วประเทศเท่าไหร่นัก แต่เมื่อเหตุการณ์บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไป มีการติดต่อกับชาวต่างประเทศมากขึ้น กรมตำรวจจึงได้รับความสนใจที่จะปรับปรุงรูปแบบเพื่อให้เป็นไปตามแบบอย่างประเทศตะวันตก

ตำรวจไทยยุคปฏิรูปการปกครอง

กิจการตำรวจระหว่างปี พ.ศ. 2403 ถึง พ.ศ. 2475 เป็นสมัยที่ได้มีการปฏิรูปการปกครองประเทศไทยอย่างขนาดใหญ่ในทุกๆ ด้าน ตามแบบอย่างอารยประเทศตะวันตก ซึ่งได้เริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กล่าวคือในปี พ.ศ. 2405 ได้ว่าจ้าง กัปตัน เอส.เย.เบิร์ด เอมส์ (Captain Sammoal Joseph Bird Ames) ชาวอังกฤษ ซึ่งได้รับบรรดาศักดิ์เป็น หลวงรัฐยาภิบาลบัญชา มาเป็นผู้พิจารณาวางโครงการจัดตั้งกองตำรวจ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยภายในเขตนครหลวงตามแบบอย่างยุโรปขึ้นเป็นครั้งแรก แต่เนื่องจากเหตุทางการเมืองระหว่างประเทศในสมัยนั้นซึ่งเป็นยุคที่ประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส โปรตุเกส ฮอลันดา กำลังแข่งขันกันหาเมืองขึ้นในทวีปเอเชีย การจัดระเบียบการปกครองประเทศขณะนั้นจึงเพ่งเล็งไปในด้านป้องกันประเทศเป็นหลักใหญ่ นโยบายการตำรวจก็ต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับนโยบายการเมืองระหว่างประเทศและทหารด้วยเป็นธรรมดา

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 การปรับปรุงการตำรวจ นอกจากได้ขยายงานตำรวจนครบาลโดยให้ นาย เอ.เย.ยาดิน (A.J.Jardine) มาช่วยงานเพิ่มขึ้นแล้ว ยังได้จัดตั้งตำรวจภูธรขึ้นในรูปทหารโปลิศ เมื่อ พ.ศ. 2419 สำหรับเป็นกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยในส่วนภูมิภาคและให้สามารถปฏิบัติการทางทหารได้ด้วย โดยว่าจ้าง นาย ยี.เชา. (G.Schau) ชาวเดนมาร์คมา เป็นผู้วางโครงการ ผู้บังคับบัญชาส่วนมากก็โอนมาจากนายทหาร ต่อมาใน พ.ศ. 2420 ได้เปลี่ยน “กองทหารโปลิศ” เป็น “กรมกองตระเวนหัวเมือง” จนถึงปี พ.ศ. 2440 ได้ตั้ง “กรมตำรวจภูธร” ขึ้นแทนกรมกองตระเวนหัวเมือง โดยมี พลตรีพระยาวาสุเทพ (ยี.เชา.) เป็นเจ้ากรมตำรวจภูธร

ในปี พ.ศ. 2444 ได้มีการจัดตั้งโรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธรขึ้นที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อผลิตนายตำรวจออกรับราชการตำแหน่งผู้บังคับหมวดในส่วนภูมิภาค แม้ต่อมาในปี พ.ศ. 2447 จะได้ย้ายมาตั้งที่ตำบลห้วยจรเข้ อำเภอเมืองนครปฐม ก็ถือกันว่า โรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธร ซึ่งตั้งขึ้นครั้งแรกที่จังหวัดนครราชสีมา เป็นต้นกำเนิดของโรงเรียนนายร้อยตำรวจปัจจุบัน

กำลังพลในระยะแรกใช้ตำรวจ แต่ต่อมาเมื่อทางทหารได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติเกณฑ์ทหาร ทางตำรวจภูธรก็ได้ขออนุมัติใช้กฎหมายฉบับนี้ เมื่อปี พ.ศ. 2448 ได้เกณฑ์คนเข้าเป็นตำรวจด้วยเช่นเดียวกัน เมื่อได้จัดตั้งกรมตำรวจภูธรขึ้นแล้ว ก็ได้พยายามขยายการตำรวจไปยังหน่วยการปกครองส่วนภูมิภาคตามลำดับ เพื่อให้มีกำลังตำรวจสำหรับป้องกันปราบปรามโจรผู้ร้าย อำนวยความร่มเย็นเป็นสุขให้แก่ประชาชาชน

ต่อมาได้ขยายกิจการตำรวจภูธรไปยังหน่วยการปกครองส่วนภูมิภาคมากยิ่งขึ้น ทางด้านตำรวจนครบาลก็ได้ว่าจ้าง นาย อีริค เซนต์ เจ.ลอซัน (Mr. Eric Saint J.Lawson) ชาวอังกฤษเข้ามาช่วยอีกคนหนึ่ง

กิจการตำรวจในยุคนี้ขึ้นอยู่กับ 2 กระทรวงคือ กระทรวงนครบาล (กรมพลตระเวน หรือ ตำรวจนครบาล) และกระทรวงมหาดไทย (กรมตำรวจภูธร) และต่อมาได้รวมเป็นกรมเดียวกันภายใต้การบังคับบัญชาของอธิบดีคนเดียวกันเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2458 เรียกว่า “กรมตำรวจภูธรและกรมพลตระเวน” กรมตำรวจจึงถือว่าวันที่ 13 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันตำรวจ และในปลายปีนั้นเองได้เปลี่ยนเป็น “กรมตำรวจภูธรและกรมตำรวจนครบาล” ยกฐานะเจ้ากรมขึ้นเป็นอธิบดี

ต่อมาในปี พ.ศ. 2465 ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้รวมกระทรวงนครบาลกับกระทรวงมหาดไทยเข้าเป็นกระทรวงเดียวกันเรียกว่า กระทรวงมหาดไทย กรมตำรวจภูธรและกรมตำรวจนครบาลจึงโอนมาขึ้นอยู่กับกระทรวงมหาดไทย และในปี พ.ศ. 2469 ได้เปลี่ยนนามกรมตำรวจภูธรและกรมตำรวจนครบาลเป็น “กรมตำรวจภูธร” แต่ยังคงแบ่งตำรวจออกเป็น 2 ประเภทคือ

ตำรวจนครบาล คือตำรวจที่จับกุมโจรผู้ร้ายไต่สวน ทำสำนวนฟ้องศาลโปลิศสภาโดยตรง
ตำรวจภูธร คือตำรวจที่ทำการจับกุมโจรผู้ร้ายได้แล้วส่งให้อำเภอไต่สวนทำสำนวนให้อัยการฟ้องศาลอาญาประจำจังหวัดนั้นๆ
จนกระทั่ง พ.ศ. 2475 จึงได้เปลี่ยนนามกรมตำรวจภูธรเป็น “กรมตำรวจ”

ตำรวจไทยยุคหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง

การตำรวจยุคนี้เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕ ถึงปัจจุบัน จะเรียกว่า ตำรวจยุคปัจจุบัน หรือตำรวจสมัยระชาธิปไตยก็ได้หลังจากที่ ประเทศไทยได้เปลี่ยน แปลงการปกครองเป็นระบบประชาธิปไตยแล้วโดยประกาศเสนาบดี กระทรวงมหาดไทย เรื่องการแบ่งส่วนราชการกรมตำรวจ พ.ศ. ๒๔๗๕ กิจการตำรวจได้แบ่งออกเป็น ๔ ส่วน คือ

ส่วนที่ ๑ เป็นหน่วยบริหารงานส่วนกลางและสำนักบริหาร ของอธิบดีกรมตำรวจมีกองขึ้นตรง ๖ กอง คือ

๑. กองกลาง ๒. กอง บัญชี ๓. กองโรงเรียน ๔. กองคดี ๕. กองตรวจคนเข้าเมือง ๖. กองทะเบียนกลาง

 

ส่วนที่ ๒ คือ ตำรวจนครบาล

ส่วนที่ ๓ คือ ตำรวจภูธร

ส่วนที่ ๔ คือ ตำรวจสันติบาลเป็นหน่วยที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังที่ได้ยกเลิก ตำรวจภูบาล ตำรวจกลาง และตำรวจกองพิเศษ

จากนั้นกิจกการตำรวจก็ได้มีการปรับปรุงให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมมาโดยลำดับ และในปี ๒๕๔๑ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ ตราพระราชบัญญัติโอนกรมตำรวจ จากสังกัดกระทรวงมหาดไทย ไปจัดตั้งเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ที่มาของกรมตำรวจไทย

     กรมตำรวจไทยมีฐานะเป็นกรม และก่อตั้งกันมาอย่างยาวนาน มีหน้าที่รับผิดชอบในการรักษาความสงบเรียบร้อยให้แก่ประชาชน ดูแลบ้านเมืองให้สงบสุข เป็นกิจการที่มีคู่สังคมไทยมาเนิ่นนาน ซึ่งวิวัฒนาการของตำรวจไทย  พอจะแบ่งออกได้เป็น    ยุคใหญ่  ๆ ดังนี้

             ๑.  การตำรวจยุคที่  ๑  เป็นกิจการตำรวจที่มีมาก่อน  พ.ศ.๒๔๐๓  ซึ่งขอเรียกว่า  ตำรวจสมัยโบราณ  กรมตำรวจจะได้รับจัดตั้งขึ้นในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อใด  ไม่สามารถหาหลักฐานที่แน่นอนได้  สันนิษฐานกันว่ามีมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี  (ประมาณ  พ.ศ.๑๘๐๐ ) เพราะนับเนื่องตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย  จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น การจัดรูปการปกครองก็ยังคงรูปเดิมเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นเพียงข้อสันนิษฐานตามแนวประวัติศาสตร์การปกครอง  อย่างไรก็ตาม  ได้มีการพบหลักฐานที่แน่ชัดในสมัยกรุงศรีอยุธยา ในแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ  พบว่า  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราระเบียบการปกครองบ้านเมืองเป็น 4 เหล่า  เรียกว่า จตุสดมภ์ ได้แก่ เวียง วัง คลัง นา  พร้อมกันนี้ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มี  การตำรวจ  ขึ้นด้วย และให้ขึ้นอยู่กับ  เวียง  มี  เจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์สมุหนายก-อัครมหาเสนาบดี  เป็นผู้บังคับบัญชา  กิจการตำรวจครั้งนั้นแบ่งออกเป็น  ตำรวจพระนครบาล  ตำรวจภูธร ส่วนตำรวจหลวง ให้ขึ้นอยู่กับ  วัง  มี  เจ้าพระยาธรรมมาธิบดีศรีรัตนมณเฑียรบาล  เป็น ผู้บังคับบัญชา

             นอกจากนี้มีหลักฐานว่า เมื่อ พ.ศ. ๑๙๙๘ ภายหลังสร้างกรุงศรีอยุธยาได้ ๑๐๕ ปี สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราศักดินาของตำรวจไว้เป็นบรรทัดฐาน ในบทพระอัยการระบุตำแหน่ง นาพลเรือน เช่นเดียวกับข้าราชการฝ่ายอื่น จากพระบรมราชโองการนี้ เป็นประจักษ์พยานว่า “ ตำรวจ” ได้ก่อกำเนิดขึ้นแล้วในประเทศไทยอย่างเป็นปึกแผ่น อย่างน้อยที่สุดก็ตั้งแต่ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (ประมาณ ๕๐๐ ปีมาแล้ว) และมีเอกสารหลายชิ้นที่แสดงว่า บุคคลที่จะเป็นตำรวจได้นั้น ต้องคัดเลือกจากผู้ที่มีชาติกำเนิดสืบเชื้อสายมาจากตระกูลที่ได้ทำความดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และต้องเป็นบุคคลที่ทรงวางพระราชหฤทัย การบังคับบัญชาตำรวจจึงขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะแต่พระองค์เดียว

            ถึงแม้การตำรวจไทยในยุคนี้จะจัดตั้งเพื่อให้ทำหน้าที่ในวงจำกัด และมิได้ขยายไปยังส่วนการปกครองทั่วประเทศก็ตาม แต่เมื่อเหตุการณ์บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไป มีการติดต่อกับชาวต่างประเทศมากขึ้น กรมตำรวจจึงได้รับความสนใจที่จะปรับปรุงรูปแบบเพื่อให้เป็นไปตามแบบอย่างประเทศตะวันตก  นับเนื่องมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป

  ๒. การตำรวจยุคที่ ๒ เป็นกิจการตำรวจระหว่าง พ.ศ. ๒๔๐๓ ถึง พ.ศ. ๒๔๗๕ ซึ่งขอเรียกว่า สมัยปฏิรูป เพราะเป็นสมัยที่ได้มีการปฏิรูปการปกครองประเทศไทยอย่างขนานใหญ่ในทุกๆ ด้านตามแบบอย่างอารยประเทศตะวันตก ซึ่งได้เริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กล่าวคือในปี พ.ศ. ๑๔๐๕ ได้ว่าจ้าง กัปตัน เอส.เยเบิร์ดเอมส์ (Capt.S.J.Bird Ames) ชาวอังกฤษ ซึ่งได้รับบรรดาศักดิ์เป็น หลวงรัฐยาภิบาลบัญชา มาเป็นผู้พิจารณาวางโครงการจัดตั้งกองตำรวจสำหรับรักษาความสงบเรียบร้อยภายในเขตนครหลวงตามแบบอย่างยุโรปขึ้นเป็นครั้งแรก แต่เนื่องจากเหตุการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศในสมัยนั้น ซึ่งเป็นยุคที่อังกฤษ ฝรั่งเศส ปอร์ตุเกต ฮอลันดา กำลังแข่งขันกันหาเมืองขึ้นในทวีปเอเชีย ถึงแม้ประเทศไทยจะไม่ถึงกับต้องเสียเอกราช แต่ก็ต้องเสียดินแดนบางส่วนไปเป็นอันมาก การจัดระเบียบการปกครองประเทศขณะนั้น จึงเพ่งเล็งไปในด้านป้องกันประเทศเป็นหลักใหญ่ นโยบายการตำรวจจึงต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับนโยบายการเมืองระหว่างประเทศและการทหารด้วย

  การปรับปรุงการตำรวจในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ นอกจากได้ขยายงานตำรวจนครบาล โดยให้ นาย เอ.เย.ยาดิน (A.J.Jardine) มาช่วยงานเพิ่มขึ้นแล้ว ยังได้จัดตั้งตำรวจภูธรขึ้นในรูป ทหารโปลิศ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๙ สำหรับเป็นกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยในส่วนภูมิภาคและให้สามารถปฏิบัติการทางทหารได้ด้วย โดยว่าจ้าง  นาย ยี.เชา. (G.Schau) ชาวเดนมาร์คมา  เป็นผู้วางโครงการ ผู้บังคับบัญชาส่วนมากก็โอนมาจากนายทหาร ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๒๐ ได้เปลี่ยน กองทหารโปลิศ เป็น กรมกองตระเวนหัวเมือง จนถึง พ.ศ. ๒๔๔๐ ได้ตั้ง กรมตำรวจภูธร ขึ้นแทนกรมกองตระเวนหัวเมือง โดยมี  พลตรีพระยาวาสุเทพ(ยี.เชา.) เป็นเจ้ากรมตำรวจภูธร กำลังพลในระยะแรกใช้ตำรวจ ต่อมาเมื่อทางทหารได้ประกาศใช้ พ.ร.บ.เกณฑ์ทหาร ทางตำรวจภูธรก็ได้ขออนุมัติใช้กฎหมายฉบับนี้เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๘ เกณฑ์คนเข้าเป็นตำรวจด้วยเช่นเดียวกัน เมื่อได้จัดตั้งกรมตำรวจภูธรขึ้นแล้วก็ได้มีการขยายการตำรวจไปยังหน่วยการปกครองส่วนภูมิภาคตามลำดับ เพื่อให้มีกำลังตำรวจสำหรับป้องกันปราบปรามโจรผู้ร้าย อำนวยความร่มเย็นเป็นสุขให้แก่ประชาชนได้อย่างทั่วถึง

  กิจการที่ควรจะกล่าวอีกประการหนึ่ง ก็คือการจัดตั้ง โรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธร ขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๔๔ ที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อผลิตนายตำรวจออกรับราชการตำแหน่งผู้บังคับหมวดในส่วนภูมิภาค แม้ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๔๗ จะได้ย้ายมาตั้งที่ตำบลห้วยจรเข้ อำเภอเมืองนครปฐม ก็ถือกันว่า โรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธร ซึ่งตั้งขึ้นครั้งแรกที่จังหวัดนครราชสีมา เป็นต้นกำเนิดของโรงเรียนนายร้อยตำรวจปัจจุบัน

  ทางด้านตำรวจนครบาลก็ปรากฏหลักฐานว่าในระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๕๐ – ๒๔๕๑ ได้จัดตั้ง โรงเรียนพลตำรวจ ขึ้นสำหรับฝึกอบรมตำรวจซึ่งได้รับการคัดเลือกเข้ารับราชการตาม พ.ร.บ.ลักษณะเกณฑ์ทหาร และตั้ง โรงเรียนนายหมวด สำหรับฝึกอบรมผู้ที่จะแต่งตั้งเป็นนายตำรวจตำแหน่ง รองสารวัตร อีกด้วย

  เกี่ยวกับการฝึกอบรมตำแหน่งเพื่อเพิ่มพูนความรู้และสมรรถภาพการปฏิบัติหน้าที่ทั้งประเทศ (Pre–servce Training & In–service Training) นั้น กรมตำรวจได้เห็นความสำคัญและได้ดำเนินการโดยหน่วยงานที่มีความรับผิดชอบโดยเฉพาะตลอดมาอย่างจริงจัง ปัจจุบันได้ขยายงานการฝึกอบรมตำรวจขึ้นเป็นกองบัญชาการ คือ กองบัญชาการศึกษา 

              อนึ่ง กิจการตำรวจในยุคนี้ขึ้นอยู่กับกระทรวง ๒ กระทรวง คือ กรมพลตระเวน หรือ ตำรวจนครบาล ขึ้นอยู่กับกระทรวงพระนครบาล กรมตำรวจภูธร ขึ้นอยู่กับกระทรวงมหาดไทย เพิ่งจะรวมเป็นกรมเดียวกันภายใต้การบังคับบัญชาของอธิบดีคนเดียวกัน เมื่อ ๑๓ ตุลาคม ๒๔๕๘ เรียกว่า “ กรมตำรวจภูธรและกรมพลตระเวน ” กรมตำรวจจึงถือว่า วันที่ ๑๓ ตุลาคม ของทุกปี เป็น วันตำรวจ และในปลายปีนี้เองได้เปลี่ยนเป็น “ กรมตำรวจภูธรและกรมตำรวจนครบาล ” ยกฐานะเจ้ากรมขึ้นเป็นอธิบดี ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๖๕ ได้มี    พระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้รวมกระทรวงมหาดไทยกับกระทรวงนครบาล จึงโอนมาขึ้นอยู่กับกระทรวงมหาดไทย และในปี พ.ศ. ๒๔๖๙ ได้เปลี่ยนนาม กรมตำรวจภูธรและกรมตำรวจพระนครบาล เป็น “ กรมตำรวจภูธร ” แต่ยังคงแบ่งตำรวจออกเป็น ๒ ประเภท คือ ตำรวจที่จับกุมโจรผู้ร้าย ไต่สวน ทำสำนวนฟ้องศาลโปลิศสภาโดยตรง เรียกว่า “ ตำรวจนครบาล ” ตำรวจที่ทำการจับกุมโจรผู้ร้ายได้แล้วส่งให้อำเภอไต่สวนทำสำนวนให้อัยการฟ้องศาลอาญาประจำจังหวัดนั้นๆ เรียกว่า “ ตำรวจภูธร ” จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๗๕ จึงได้เปลี่ยนนาม กรมตำรวจภูธร เป็น “ กรมตำรวจ ” ตลอดมา

              กรมตำรวจในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ นั้น หลักการใหญ่มิได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก คงดำเนินการตามแนวที่ได้วางไว้ในรัชกาลที่ ๕ มีการปรับปรุงบ้างก็เพียงเล็กน้อย กล่าวคือ ได้ขยายกิจการตำรวจภูธรไปยังหน่วยการปกครองส่วนภูมิภาคมากยิ่งขึ้น ทางด้านตำรวจนครบาลก็ได้ว่าจ้าง นาย อีริค เซนต์ เจ.ลอซัน (Mr. Eric Saint J.Lawson) ชาวอังกฤษเข้ามาช่วยอีกคนหนึ่ง กรมตำรวจในยุคสมัยรัชกาลที่ ๖ ที่ควรจะกล่าวถึงมีอยู่ ๒ เรื่องคือ การจัดตั้งจเรตำรวจ และ การจัดตั้งตำรวจส่วนกลาง ขึ้นเพื่อช่วยเหลือตำรวจท้องที่ ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า กรมตำรวจนั้นเดิมมีอยู่ ๒ กรม และขึ้นอยู่กับกระทรวง ๒ กระทรวง ภายหลังจากที่กรมตำรวจภูธรและกรมพลตระเวนได้รวมเป็นกรมเดียวกันเมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๔๕๘ แล้วเสนาบดีกระทรวงนครบาลก็ได้ประกาศตั้งตำแหน่งจเรตำรวจขึ้น เพื่อให้ทำหน้าที่ตรวจราชการ โดยเฉพาะเหตุผลและหลักการตรวจราชการในหน้าที่จเรตำรวจนั้น ปรากฎชัดในกฎเสนาบดีกระทรวงนครบาล ว่า ด้วยหน้าที่  จเรตำรวจพระนครบาลและกรมตำรวจภูธร ลงวันที่ ๑ มีนาคม ๒๔๕๘ ซึ่งมีว่า “ ด้วยตามที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมกรมตำรวจภูธรกับกรมพลตระเวนเป็น กรมตำรวจพระนครบาลและกรมตำรวจภูธร แล้ว ทรงพระราชดำริว่า กรมนี้เป็นกรมใหญ่มีหน้าที่ราชการในส่วนลาดตระเวนท้องที่ทั่วราชอาณาจักร สมควรจะมีพนักงานจเรสำหรับตรวจการงานในกรมนี้ด้วยแผนกหนึ่ง ฯลฯ ” อนึ่ง เป็นที่น่าสังเกตว่านอกจากให้ จเรตำรวจมีหน้าที่ตรวจราชการในกรมตำรวจแล้ว กฎเสนาบดีฉบับเดียวกันนี้ยังให้อำนาจเสนาบดีกระทรวง   นครบาลที่จะสั่งให้จเรตำรวจตรวจราชการในกรมอื่นๆ ในสังกัดได้อีกด้วย ซึ่งต่อมาหลังจากที่กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงพระนครบาลได้รวมเป็นกระทรวงเดียวกันแล้ว เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยได้ออกกฎที่ ๕ ลงวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๔๖๖ ให้ จเรตำรวจ มีหน้าที่ตรวจราชการฝ่ายปกครองได้ด้วย รวมตลอดถึงระเบียบการงานในอำเภอ

  สำหรับการจัดตั้งตำรวจส่วนกลาง( คือที่มาของตำรวจสอบสวนกลางปจจุบัน ) เพื่อช่วยเหลือตำรวจท้องที่ในด้านการสืบสวนสอบสวน การปราบปรามและทางวิทยาการ นั้น ปรากฎว่าทางตำรวจภูธรมี  ตำรวจกลาง เป็นหน่วยช่วยเหลือ ทางตำรวจนครบาลมี ตำรวจกองพิเศษ เป็นหน่วยช่วยเหลือ สำหรับหน่วยตำรวจที่มีหน้าที่อย่างตำรวจสันติบาลปัจจุบันนั้น เรียกว่า ตำรวจภูบาล อย่างไรก็ดี มีหลักฐานว่าใน พ.ศ. ๒๔๕๖ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยสมัยนั้น ก็ได้พยายามรวบรวมงานของตำรวจส่วนกลางนี้จะจัดตั้งเป็น กรมนักสืบ หรือที่เรียกกันว่า ซี.ไอ.ดี.( Criminal Investigation Department ) แต่ไม่สามารถจัดตั้งได้สำเร็จเพราะขาดผู้ชำนาญงานและได้ถูกยกเลิกไปภายหลังจากการรวมกรมตำรวจภูธรกับกรมตำรวจนครบาลเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๘ แม้กระนั้นใน พ.ศ. ๒๔๗๓ ก็ได้มีความพยายามจัดตั้งขึ้นอีกครั้งหนึ่งเรียกว่า กรมตำรวจภูบาล ซึ่งยกเลิกเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. ๒๔๗๕

  ๓. กรมตำรวจยุคที่ ๓ กรมตำรวจยุคนี้เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕ ถึงปัจจุบัน จะเรียกว่าตำรวจยุคปัจจุบันหรือตำรวจสมัยประชาธิปไตยก็ได้ หลังจากที่ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยแล้ว โดยประกาศเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย เรื่องการแบ่งส่วนราชการกรมตำรวจ พ.ศ. ๒๔๗๕ กิจการตำรวจได้แบ่งออกเป็น ๔ ส่วน คือส่วนที่ ๑ เป็นหน่วยบริหารงานส่วนกลางและสำนักบริหารของอธิบดีกรมตำรวจ มีกองขึ้นตรง ๖ กองคือ กองกลาง  กองบัญชี  กองโรงเรียน  กองคดี  กองตรวจคนเข้าเมืองและกองทะเบียนกลาง ส่วนที่ ๒ คือ ตำรวจนครบาล ส่วนที่ ๓ คือตำรวจภูธร ส่วนที่ ๔ คือตำรวจสันติบาล เป็นหน่วยที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังที่ได้ยกเลิกตำรวจภูบาล ตำรวจกลางและตำรวจกองพิเศษ โดยตำรวจสันติบาลนี้มีสถานะเป็นกองบังคับการ ขึ้นตรงต่อ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ซึ่งต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย (ฉบับที่ ๒๑) พ.ศ. ๒๕๓๕ จัดตั้งตำรวจสันติบาล ขึ้นเป็น “ สำนักงานตำรวจสันติบาล ” มีสถานะเป็นกองบัญชาการเช่นในปัจจุบัน

      หลังจากที่ได้ปรับปรุงกิจการตำรวจเพื่อวางรากฐานตำรวจในระบอบประชาธิปไตยเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ แล้ว ได้มีการเปลี่ยนแปลงงานตำรวจอีกไม่น้อยกว่า ๓๐ ครั้งจนถึงปัจจุบัน แต่หลักการใหญ่ก็คงแบ่งตำรวจออกเป็น ๔ ส่วน ซึ่งมีอยู่เดิมนั่นเอง เพียงแต่ขยายงานมากขึ้นตามคุณภาพ ปริมาณและความเจริญของบ้านเมือง แผนกบางแผนกถูกยกขึ้นเป็นกอง กองบางกองถูกยกขึ้นเป็นกองบัญชาการ เป็นต้น แต่กองที่จัดตั้งขึ้นใหม่ก็มีหลายกอง อย่างไรก็ดีโดยพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. ๒๕๓๙ ปัจจุบันตำรวจแบ่งออกได้เป็น ๒๐ หน่วยงาน ประกอบด้วย

     ๑.    สำนักงานเลขานุการกรม ๒.    กองการเงิน
     ๓.    กองการต่างประเทศ ๔.     กองคดี
     ๕.    กองวิชาการ ๖.     สำนักงานกำลังพล
     ๗.    สำนักงานจเรตำรวจ ๘.    สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง
     ๙.    สำนักงานตำรวจสันติบาล ๑๐.  สำนักงานแผนงานและงบประมาณ
     ๑๑.  สำนักงานแพทย์ใหญ่ ๑๒.  สำนักงานวิทยาการตำรวจ
     ๑๓.  สำนักงานส่งกำลังบำรุง ๑๔.  กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน
     ๑๕.  กองบัญชาการตำรวจนครบาล ๑๖.  กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด
    ๑๗.  กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ๑๘.  กองบัญชาการศึกษา
    ๑๙.  โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ๒๐.  กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค ๑ – ๙

“ไทย” ครอบครองปืนมากสุดในอาเซียน

มีการสำรวจจากองค์กรที่จัดทำข้อมูลการซื้อขายและความโปร่งใสในการครอบครองอาวุธปืนที่พลเรือนครอบครองได้ พบว่าไทยครอบครองปืนมากสุดในอาเซียน ขณะเดียวกันในช่วงเวลาเพียง 2 เดือนเกิดเหตุการณ์เกี่ยวกับอาวุธปืนหลายคดี นำไปสู่การตั้งคำถามถึงมาตรการควบคุมการเข้าถึงปืน

องค์กร Small Arms Survey จัดทำข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อขายและความโปร่งใสในการครอบครองอาวุธปืนที่พลเรือนครอบครองได้ พบว่าปี 2017 ทั่วโลกมีอาวุธปืนกว่าพันล้านกระบอก โดยสหรัฐอเมริกา ครอบครองอาวุธปืนมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ขณะที่ไทยอยู่ในอันดับ 13 ของโลก มีราว 10.3 ล้านกระบอก และยังพบว่าไทยครอบครองปืนสูงที่สุดในอาเซียน จึงกลายเป็นคำถามว่าไทยนำเข้าอาวุธแบบที่พลเรือนครอบครองได้มาก แล้วมาตรการควบคุมการเข้าถึงเหมาะสมหรือไม่ และมีประสิทธิภาพแค่ไหน

1 in 4 Children Exposed to Weapon Violence, and Other News

จากกรณีการใช้อาวุธปืนก่อเหตุในพื้นที่สาธารณะอย่างห้างสรรพสินค้า ตั้งแต่คดีชิงทอง จ.ลพบุรี มาจนถึงเหตุกราดยิงที่ห้างเทอมินอล 21 จ.นครราชสีมา และการออกมาโพสต์ภาพอาวุธปืน พร้อมข้อความเลียนแบบการก่อเหตุในที่สาธารณะ รวมถึงเหตุการณ์ชายคนหนึ่งใช้อาวุธปืนยิงออกมาจากตัวบ้าน บริเวณจุฬาฯ ซอย 10 และเหตุการณ์ยิงถล่มร้านตกแต่งร้านรถจักรยานยนต์ใน จ.นครปฐม ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้นำมาสู่การตั้งคำถามถึงการเข้าถึงอาวุธปืนในประเทศไทย

ประวัติปืนใหญ่

ถ้าพูดถึงอาวุธปืน ทุกคนคงจคิดถึงปืนสั้น ปืนพก M16 แต่ยังมีอีกปืนหนึ่งที่มีอย่างยาวนาน นั่นก็คือ ปืนใหญ่  วันนี้เราจะพาเพื่อนๆไปรู้จักกับปืนใหญ่กันค่าาา
ประวัติทั่วไป

1. สมัยก่อน พ.ศ.1643 (ก่อนคริสศักราช ถึง ค.ศ. 1100) เป็นสมัยโบราณ

ตามบันทึกในประวัติศาสตร์แสดงว่าได้มีการใช้จักรกลในการทำสงครามแทนหน้าที่ของปืนใหญ่มาแล้วหมายถึง

การใช้ในลักษณะซัดพุ่งอาวุธที่หนักเกินกว่าที่กำลังคนจะขว้างด้วยมือได้ หลักมูลฐานของอาวุธปืนใหญ่ได้มา
จากอาวุธที่บันทึกไว้บนกำแพงนครเยรูซาเล็มการสร้างเครื่องกลไกขึ้นใช้นี้ อาจจะมีมาก่อนโดยอาศัยกำลังจาก

การบิดตัวของเชือกที่ทำจากเส้นผมหรือเอ็นสัตว์

1.1 สมัยก่อนมีดินปืน เป็นสมัยที่ใช้อาวุธยิงหรือเครื่องยิงต่าง ๆ ที่เป็นกลไกแบบต่าง ๆ เช่น

1.1.1 บอลลิสต้า

เป็นอาวุธพื้นราบ ใช้เชือกผูกติดกันคล้ายธนูใช้ยิงลูกธนู แหลน,หลาว หรือก้อนหิน เหมือนกับปืนใหญ่กระสุนวิถีราบปัจจุบันใช้ยิงทำลายเครื่องป้องกันของข้าศึก

1.1.2 คาตาพัลท์ เป็นอาวุธประเภทปืนใหญ่กระสุนวิถีโค้งหรือเครื่องยิงลูกระเบิดในสมัยนั้นอาวุธสามารถเหวี่ยงก้อนหินหนัก300 ปอนด์ ไปได้ไกลถึง 600 หลา เป็นแนวโค้งเพื่อไปทำอันตรายต่อข้าศึกที่อยู่หลังกำแพงหรือทำลายการป้องกันของข้าศึก

1.1.3 ทรีบูเซท

การทำงานของอาวุธชนิดนี้ ใช้หลักการถ่วงน้ำหนักที่เหมาะเหวี่ยงกระสุนไปยังที่หมายเครื่องยิงประเภทนี้มีน้ำหนักถึง 19 ตัน และบางชนิดสามารถเหวี่ยงก้อนหิน หนัก 300 ปอนด์ ไปได้ไกลถึง 300หลา ลักษณะการใช้งานคล้ายกับคาตาพัลท์ แต่ใหญ่กว่า และมีการใช้อย่างกว้างขวางติดต่อกันเรื่อยมาจนกระทั่งรู้จักการใช้ดินปืน

เครื่องยิงดังกล่าวข้างต้น กรีก, คาร์เทจและโรมัน นำมาใช้เป็นอาวุธหลัก พลังงานในการยิงที่นำมาใช้อาศัยหลักการง่าย ๆ คือ

ก. หลักการสะสมพลังงาน

ข. ปลดปล่อยพลังงานด้วยวิธีง่าย ๆ

ค. เป็นกลไกแบบง่าย ๆ

ง. สามารถลำเลียงเคลื่อนย้ายได้

จึงทำให้ได้หลักการที่เป็นมูลฐานมาพัฒนา เป็นอาวุธสมัยใหม่

2. สมัยตั้งแต่ พ.ศ.1643 – พ.ศ.2505 (ค.ศ. 1100 – ค.ศ.1962)

2.1 สมัยดินปืน
 จากเอกสารภาษาลาติน คริสศตวรรษที่ 9 ที่พบในยุโรป ปรากฏว่าในเอกสารบันทึกสูตรสำหรับทำดินปืนไว้อย่างไรก็ตามในปี พ.ศ.1611 (ค.ศ.118) ปรากฏเป็นครั้งแรกของอาวุธยิงในยุโรปตะวันตกเชื่อได้ว่าพบโดยชนชาติมัวร์ ที่ซารากัสกา ปืนใหญ่ที่รู้จักกันครั้งแรกที่สุดนี้ เป็นอาวุธที่ทำด้วยเหล็กหล่อรูปร่างคล้ายๆ เหยือก รูปร่างกลมขนาดใหญ่ตรงคอแคบ และตรงปากบานออกลูกกระสุนเป็นเหล็กแหลมด้านของเหล็กหุ้มด้วยหนัง ทำให้แน่นพอดีตรงคอของปืนระยะยิงไกลประมาณ 700 หลา เนื่องจากลักษณะรูปร่างปืนใหญ่นี้จึงเรียกว่า POT DEFER เหยือกเหล็ก

2.2 ปืนใหญ่ลำกล้องเรียบบรรจุทางปากลำกล้อง

ระยะเวลาประมาณ 300 ปี ที่ปืนใหญ่ยังคงเป็นลำกล้องขนาดเล็ก สร้างขึ้นอย่างหยาบ ๆ ใช้กระสุนตะกั่วหรือเหล็กหล่อกลมขนาด1 หรือ 2 ปอนด์ จนถึงกลางคริสศตวรรษที่15 ปืนใหญ่จึงเริ่มพัฒนาขึ้นเป็นปืนบอมบาร์ดขนาดใหญ่โตมีขนาดกว้างปากลำกล้อง 25 นิ้ว กระบอกหนึ่งของอาวุธที่น่ากลัวนี้อยู่ที่มอนส์เมก(MONS MEG) ของประสาทเอดินเบอร์ก (EDINBURGHCASTLE) ยิงกระสุนเหล็กหลมขนาด 19 ฝ นิ้ว ไปได้ไกลถึง1400 หลา หรือยิงกระสุนหินกลมไปได้ไกลอีก 2 เท่า ปืนบอมบาร์ดที่น่ากลัวของพวกเตอร์กก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของปืนใหญ่ในศตวรรษที่15 อาวุธเหล่านี้หล่อด้วยทองเหลืองหนักถึง 19 ตัน สามารถยิงกระสุนหินหนัก 600 ปอนด์ ได้ในอัตราวันละ7 นัด เทคนิคของการใช้อาวุธเหล่านี้เข้าที่ตั้งใช้ยิงทำลายกำแพงหรือป้อมในระยะ100 หลา ที่ตั้งปืนนี้พลประจำปืนอยู่ในระยะยิงของพลแม่นธนู ดังนั้นโดยธรรมดาจะสร้างที่กำบังด้วยไม้หนาๆ เป็นที่กำบังด้วยไม้หนา ๆ เพื่อป้องกันพลประจำปืนขณะทำการบรรจุและยกที่กำบังนี้ออกเมื่อทำการยิ
งปืน

2.3 ปืนใหญ่ลำกล้องชนิดมีเกลียว

ระหว่างปี พ.ศ. 2173- 2393 (ค.ศ.1630 – 1850) ได้มีการก้าวหน้าทางด้านวิชาการเกี่ยวกับการทำทองเหลืองและเหล็กหล่อในระยะนี้จะมีการพัฒนาและกำหนดมาตรฐานเรื่องขนาดกว้างปากลำกล้องปืน มีการใช้ล้อและรถรองปืนเพื่อทำให้เกิดความคล่องแคล่วและเป็นครั้งแรกที่ใช้ลำกล้องชนิดมีเกลียวกับกระสุนเรียวยาว เพื่อเพิ่มความแม่นยำ และเพิ่มระยะยิงในยุคนี้จะเห็นได้ว่าเป็นการสิ้นสุดของปืนบอมบาร์ดขนาดยักษ์ ที่เคยทำความพ่ายแพ้และกำจัดปราสาทหินและป้อมขนาดใหญ่โต ซึ่งเป็นปืนที่มีอำนจอยู่ในขณะนั้น ในปี พ.ศ.2398(ค.ศ.1855) ลอร์ดอาร์มสตรองได้ออกแบบปืนใหญ่ลำกล้องมีเกลียวบรรจุทางท้ายขึ้น เป็นการเริ่มการสิ้นสุดของปืนใหญ่เก่าใช้เหล็กหล่อ ลูกกระสุนกลมบรรจุที่ทางปากลำกล้อง ยิ่งกว่านั้นลำกล้องยังใช้ปลอกรัดท้ายลำกล้องภายนอกเพิ่มความแข็งแรงให้เนื้อโลหะทำให้ได้ระยะยิงไกลขึ้น

ในระหว่างสงครามกลางเมืองของสหรัฐนายทหารสรรพาวุธได้ประสบความสำเร็จในการหล่อลำกล้อง ทำลายประวัติอันยิ่งใหญ่สำหรับปืนบรรจุทางปากลำกล้องที่ใช้มานานกว่า 700 ปีแล้ว ตามมูลฐานการเทโลหะหลอมละลายลงรอบๆ แกนที่มีน้ำหล่อระบายความร้อน ผนังชั้นในของลำกล้องจึงแข็งมากกว่าทนทานต่อการต้านทานแรงระเบิดของดินส่งกระสุนได้ ในระหว่างเดียวกันของสงครามกลางเมืองของสหรัฐนี้ ปืนเล็กยาวแบบใหม่ได้แพร่หลายทำความตื่นเต้นในเรื่องระยะยิงและความแม่นยำไปทั่วโลกด้วยถึงอย่างไรก็ตามความเจริญรุ่งเรืองของอาวุธเหล็กหล่อก็อยู่ในช่วงเวลาอันสั้นด้วยความเจริญก้าวหน้าทางด้านอุตสาหกรรมเหล็กกล้าเข้ามาแทนให้การปรับปรุงเครื่องปิดท้ายและเครื่องรับแรงถอยสามารถสร้างเพื่อรับการใช้ดินควันน้อยและระเบิดแรงสูงได้หมายถึงการสิ้นสุดของปืนใช้ดินดำและบรรจุทางปากลำกล้อง ในขณะเดียวกันความก้าวหน้าในการประดิษฐ์เครื่องเล็งและเครื่องให้ทางทิศมีประสิทธิภาพดีขึ้นด้วยสาระสำคัญเหล่านี้ ปืนใหญ่จึงเปลี่ยนมาอยู่ในรูปปัจจุบัน ในโอกาสต่อไปข้างหน้าจะเป็นการพัฒนาในเรื่องยานยนต์ขนส่ง,เครื่องมือติดต่อสื่อสาร, การใช้ในสงครามเคมี,รถถัง, การบิน และการรวมการผลิตและสุดท้ายก็คือ ขีปนาวุธ

3. ประวัติปืนใหญ่ของไทยสมัยโบราณ
(ปืนลำกล้องเรียบบรรจุทางปากลำกล้อง)
ตามประวัติศาสตร์ไทยเราเริ่มตั้งแต่กรุงสุโขทัยเป็นราชอาณาจักรในปีประมาณฯพ.ศ.1800 และตลอดระยะเวลาเกือบ 40 ปี รัชสมัยของพ่อขุนรามคำแหง เรามีสงครามและมีการขยายแผ่อาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวาง แต่ยังไม่พบบันทึกว่าเรามีปืนใหญ่แบบใช้กระสุนดินดำใช้ ครั้งกรุงศรีอยุธยา ปืนใหญ่เริ่มเข้ามามีบทบาทในกองทัพเมื่อปีพ.ศ.1927 มีการจัดปืนใหญ่เข้ามาประจำการในกองทัพหลวงตามหลักฐานในประวัติศาสตร์ ในรัชสมัยสมเด็จพระราเมศวร ประมาณ พ.ศ.1928 สมเด็จพระราเมศวรได้เสด็จไปตีเมืองเชียงใหม่ในครั้งนี้ได้นำปืนใหญ่ขึ้นไปกับกองทัพด้วยและได้ใช้ปืนใหญ่ทำการยิงกำแพงเมืองจนพังลงเป็นการใช้ ปืนใหญ่ในการรบเป็นครั้งแรกที่ค้นพบเป็นหลักฐานได้

ในปี พ.ศ.2081 สมเด็จพระชัยราชาธิราช เสด็จไปตีเมืองเชียงกรานคืนจากพม่าได้จากชาวเปอร์ตุเกสไปในกองทัพในฐานะเป็นทหารปืนใหญ่จำนวน120 คน เมื่อชนะศึกครั้งนี้แล้วทรงโปรดปรานพวกนี้มาก ได้พระราชทานที่เหนือคลองตะเคียนให้เป็นที่อยู่และอนุญาตให้สร้างวัดคริสศาสนาได้ด้วย

ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระชัยราชาธิราชเป็นต้นมา ไทยคงได้ฝึกทหารปืนใหญ่ขึ้นไว้ใช้ในราชการทหารจนกระทั่งตั้งกองทหารประจำการขึ้นเรียกว่า “กรมพระตำรวจหลวง” แต่คงจะเป็นปืนใหญ่ตามกำแพงเมือง

ในปี พ.ศ.2091 สมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ ในการรบกับพระเจ้าตะเบงชะเวตี้ที่มาตีเมืองไทยไทยได้นำเอาปืนใหญ่ลงเรืบรบไล่ยิงพม่าไม่สามารถเข้าตั้งประชิดพระนครได้ ต้องเลิกทัพกลับไป

ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชระหว่างปี พ.ศ.2133 – 2148 ได้มีการใช้ปืนใหญ่หลายครั้งในการรบครั้งที่มีชื่อที่สุดคือ การรบที่บ้านสระเกศ แขวงไชโย จังหวัดอ่างทอง กิจการปืนใหญ่คงจะรุ่งเรืองอย่างมากทั้งด้านอาวุธและวิธีรบเพราะปรากฏว่าเมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ.2148 รุ่งขึ้นอีกปีหนึ่งญี่ปุ่นรู้ว่าเรามีการเปลี่ยนรัชกาลใหม่ ก็ส่งทูตมาเจริญสัมพันธ์ไมตรีด้วยพร้อมกับพระราชสาส์นมาขอไม่หอมและปืนใหญ่พร้อมด้วยดินปืน

ครั้นกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น สมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชในสงครามเก้าทัพที่มีชื่อเสียงมากในการรบเมื่อสมเด็จกรมพระราชวังบวรได้เสด็จไปตั้งรับทัพหน้าของพระเจ้าประดุงที่ทุ่งลาดหญ้าเชิงเขาบรรทัดจังหวัดกาญจนบุรี ใช้ปืนใหญ่ยิงด้วยลูกกระสุนทำด้วยท่อนไม้ซุงยิงค่ายพม่า

ลักษณะของปืนใหญ่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เป็นปืนแบบหล่อด้วยเหล็กหรือทองเหลือง(สัมฤทธิ์) บรรจุทางปากลำกล้อง กระสุนเป็นเหล็กกลมมีช่องจุดชนวนตรงท้ายปืนใช้ดินดำเป็นดินปืนส่วนใหญ่จะไม่มีล้อ ใช้ยิงบนแคร่ที่ทำด้วยไม้การเคลื่อนที่ปืนใหญ่ขนาดเล็กใช้คนหาบหาม ปืนใหญ่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์จัดว่าเป็นที่มีชื่อเสียงขณะนี้ได้ตั้งไว้อยู่หน้ากระทรวงกลาโหมเป็นความเจริญก้าวหน้าของทหารปืนใหญ่ไทยยุคปืนใหญ่ลำกล้องเรียบบรรจุทางปากลำกล้อง

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตั้งแต่รัชกาลที่ 4 ผู้ที่สนใจในเรื่องปืนใหญ่มากผู้หนึ่งคือพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์ที่ 2 คู่กับรัชกาลที่ 4 พระองค์มีความสนพระทัยจนกระทั่งได้แปลตำราแบบฝึกปืนใหญ่มาเป็นภาษาไทยขึ้นซึ่งนับว่าเป็นแบบฝึกปืนใหญ่สมัยใหม่ครั้งแรกของประเทศไทยแต่ในสมัยรัชกาลที่ 4ไทยยังไม่มีการจัดกิจการทหารตามแบบยุโรป

วิธียิงปืนเบื้องต้น

วันนี้เราจะแนะนำวิธียิงปืนเบื้องต้นหรือพื้นฐานให้มือใหม่อยากยิงปืนลองนำไปลองฝึกกัน

พื้นฐานในการยิงปืน

1. การตั้งท่าและความมั่นคง : ท่ายิงมีความสำคัญต่อการยิงเป็นอย่างยิ่งเพราะการตั้งท่าที่ดีนั้นจะก่อให้เกิดความสมดุลและความมั่นคงของร่างกายและมือ โดยให้มีการกระทบต่อระบบกล้ามเนื้อและร่างกายน้อยที่สุด ช่วยรักษาระดับพื้นที่การใช้แขนและพื้นที่การยิงให้น้อยที่สุด ช่วยรักษาระดับศรีษะและแขนให้อยู่ในจุดที่เหมาะสม เพื่อให้ตามองเห็นชัดที่สุดระหว่างการเล็งเป้าหมาย และเพื่อให้มีความมั่นคงตลอดเวลาการยิง
การตั้งท่าที่ถูกต้องและสมบูรณ์

  1. วางเท้าให้ห่างกันเท่ากับความกว้างของหัวไหล่
  2. ให้น้ำหนักตัวและน้ำหนักปืน ตกลงบนขาทั้งสองข้าง
  3. แขนที่ใช้ยิงจะต้องเหยียดเต็มที่ พร้อมทั้งข้อมือและข้อศอกจะต้องนิ่งที่สุด
  4. แขนและไหล่ต้องทำมุมประมาณ 12–20 องศา
  5. แขนที่ไม่ใช้ยิงจะต้องผ่อนคลาย โดยอาจจะวางไว้ที่กระเป๋าหรือเข็มขัดด้านหน้า เพื่อป้องกันการเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็น
  6. เงยศีรษะขึ้นและจ้องไปที่เป้าหมาย เพื่อให้สามารถปรับสายตาได้ และปราศจากการรบกวน
  7. ความสมดุลในจุดยิง เกิดจากการเคลื่อนไหวของแขนมุ่งเข้าหาเป้าหมายอย่างช้าๆ
  8. ในจุดที่เตรียมพร้อม 45 องศากับเป้าแขนจะถูกยกขึ้นมาสู่จุดยิงโดยการบังคับของกล้ามเนื้อไหล่เท่านั้น ส่วนอื่นๆจะไม่มีการเคลื่อนไหว

การจับปืน : นั้นจะต้องรู้สึกว่าฝืนธรรมชาติเล็กน้อย โดยเฉพาะกับผู้ที่ไม่เคยฝึกมาก่อน แต่เมื่อฝึกแล้วก็จะสามารถทำได้คล่อง

การจับปืนที่ถูกต้อง

  1. ให้ทำมือเป็นรูปตัว “V”
  2. นำด้ามปืนสอดเข้าอุ้งมือ
  3. ให้แนวของลำกล้องขนานกันเขน และส่วนบนของมือเสมอกับส่วนบนของด้ามปืน
  4. ใช้นิ้วกลาง นิ้วนาง และนิ้วก้อยกำด้ามปืน
  5. นิ้วชี้เมื่อยังไม่ใช้ให้วางไว้ข้างปืนเหนือโกร่งไกปืน
  6. นิ้วหัวแม่มือควรเหยียดตรงและวางแนบข้างปืน
  7. การแตะไกรปืน ให้ใช้นิ้วชี้ข้อปลายส่วนกลางข้อแตะที่ไกปืน

การหายใจ :
การหายใจจะต้องมีการเคลื่อนหวของท้อง กล้ามเนื้อหน้าอกและหลัง ถ้าการยิงปืนมีการเคลื่อนไหวน้อยที่สุด จะเป็นการยิงปืนที่ได้ผลดีที่สุด ดังนั้น ขณะยิงปืนการหายใจน้อยที่สุดหรือไม่หายใจเลยระหว่างที่ปล่อยกระสุนออก จะทำให้ผลการยิงออกมาดี
แต่ขณะที่ทำการกลั้นหายใจนั้น โลหิตจะขาดออกซิเจน ซึ่งถ้านานมากจะทำให้เกิดอาการหน้ามืดและหมดสติได้ เนื่องจากการแตกตัวของเซลล์สมองอันเป็นผลจากการที่เลือดไม่ได้รับออกซิเจน ดังนั้น เราจึงควรฝึกการหายใจเพื่อใช้ในการยิงปืนให้ได้ประมาณ 6–10 วินาที
การหายใจที่ถูกวิธี

  1. ควรยืนในท่าที่ถูกต้อง และก่อนยกปืนขึ้นให้หายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ แล้วหายใจออกประมาณ 2 ครั้ง
  2. ในขณะยกปืนขึ้น ให้หายใจเข้าปกติ แต่เมื่อยกปืนถึงเป้าหมาย ให้หายใจออกจนถึงจุดที่หยุดการหายใจ
  3. ในขณะที่หยุดการหายใจ ให้ทำการยิงได้ แต่ร่างกายจะต้องอยู่ในท่าที่มั่นคง
  4. เมื่อกระสุนถูกยิงออกไปแล้ว ร่างกายยังคงต้องอยู่ในสภาพนิ่ง จากนั้นจึงค่อยๆลดแขนลงแล้วเริ่มการหายใจตามปกติ

การเล็ง :
การเล็ง หมายถึง การจัดให้ลำกล้องปืนชี้ไปยังเป้ายิง ซึ่งมีสูตรการเล็งอยู่ว่า “หลับตาซ้ายเล็งด้วยตาขวา ให้ยอดศูนย์หน้าอยู่กึ่งกลางช่องบากศูนย์หลังเสมอ วางไว้ส่วนล่างของที่หมาย” ซึ่งอธิบายได้ดังนี้

  1. หลับตาซ้ายเล็งด้วยตาขวา หมายความว่า ให้ใช้สายตาเพียงข้างเดียวทำการเล็ง
  2. ให้ยอดศูนย์หน้าอยู่กึ่งกลางช่องบากศูนย์หลัง หมายความว่า จัดให้ศูนย์หน้าอยู่กึ่งกลางของช่องศูนย์หลัง
  3. เสมอสันบากศูนย์หลัง หมายความว่า ใหส่วนบนของศูนย์หน้าเสมอกับส่วนบนของศูนย์หลัง
  4. วางไว้ส่วนล่างของที่หมาย หมายความว่า เมื่อจัดศูนย์หน้าและศูนย์หลังได้แล้ว ให้นำศูนย์ทั้งสองไปวางไว้ด้านล่างของขอบจุดวงกลมสีดำ

การเล็งที่สมบูรณ์

  1. ศูนย์หน้าต้องมองเห็นชัด
  2. ศูนย์หลังเบลอ
  3. แสง 2 ข้างของศูนย์หน้าต้องเท่ากัน
  4. ความกว้างของศูนย์หน้าขึ้นอยู่กับบุคคล
  5. ความลึกของศูนย์หลังต้องเพียงพอที่จะเห็นศูนย์หน้าได้อย่างชัดเจน

การตั้งศูนย์ :
ศูนย์ปืนจะประกอบด้วยศูนย์หน้าและศูนย์หลัง ศูนย์หน้าจะติดตายตัว ไม่สามารถปรับแต่งได้ แต่ศูนย์หลังสามารถปรับแต่งได้โดยการเลื่อนขึ้นลงหรือซ้ายขวา

หลักการตั้งศูนย์ :
เมื่อเรายิงออกไปแล้วกระสุนตกลงเป้า ณ จุดหนึ่ง แต่ไม่ใช่จุดที่เราต้องการ เราสามารถเลื่อนจุดเพื่อให้ตำแหน่งของกระสุนตกลงยังจุดที่เราต้องการ เช่น เมื่อยิงกระสุนออกไปแล้วกระสุนตกลงต่ำกว่าจุดสีดำของเป้า แต่จุดหมายที่เราตั้งไว้คือจุดสีดำ เราสามารถปรับศูนย์ปืนโดยการเลื่อนศูนย์หลังขึ้น หรือถ้ายิงกระสุนและกระสุนตกลงต่ำกว่าจุดสีดำ เราสามารถแก้ไขได้โดยการเลื่อนศูนย์หลังลง หรือเลื่อนไปทางซ้ายหรือขวาก็ได้
การลั่นไก :
การลั่นไกปืน คือการปล่อยให้กระสุนหลุดออกปืนไปสู่เป้า ซึ่งถือเป็นขั้นสุดท้ายของการยิงปืน
การลั่นไกปืนที่ถูกต้องนั้น จะต้องค่อยๆกดไกเบาๆจนกว่าปืนจะลั่นเอง เพราะถ้ากดไกปืนแรงเกินไปจะทำให้เกิดการกระชาก กระสุนจะตกตรงตามเป้า แต่ถ้าค่อยๆกลไกหรือกดไกอย่างนุ่มนวล กระสุนก็จะค่อยๆออกและตกตรงตามเป้า
การฝึกการลั่นไกนั้นต้องพยายามฝึกโดยไม่ใส่กระสุนปืน ควรฝึกประมาณวันละ 70–80 ครั้งเพราะการฝึกการลั่นไกปืนแบบไม่ใส่กระสุนนั้น จะทำให้การฝึกมีประสิทธิภาพ การยิงนิ่งและไม่ทำให้เกิดการกระชาก
การยิง :
การยิงปืนให้มีประสิทธิภาพนั้นควรยิงตามขั้นตอนต่างๆอย่างถูกต้อง จึงจะสามารถนำไปสู่ชัยชนะได้
ขั้นตอนการยิงปืน

  1. นำมือที่ไม่ใช้ยิงหยิบปืน แล้วนำไปวางในมือที่ใช้ยิง
  2. ตรวจสอบศูนย์ปืน
  3. ตั้งท่าให้ถูกต้อง
  4. หายใจลึกๆประมาณ 2 ครั้ง
  5. หายใจครั้งที่ 3 พร้อมยกปืนขึ้น เมื่อถึงเป้าหมายให้หายใจออก
  6. ค่อยๆสัมผัสไกปืน
  7. เล็งไปยังจุดเป้าหมาย
  8. กดไกปืนอย่างนุ่มนวล
  9. รักษาสภาพการยิงให้ยังคงนิ่งอยู่
  10. ค่อยๆลดมือลง จากนั้นจึงทำการวอเคราะห์การยิง

การรักษาสภาพต่างๆหลังการยิง :
การรักษาสภาพหลังการยิงนั้น มิใช่รักษาเฉพาะช่วงระหว่างปลายกระสุนเท่านั้น แต่ต้องรักษาสภาพต่างๆนับจากหลังการปล่อยกระสุนออกไประยะหนึ่ง จนกระทั่งกระสุนทะลุเป้า
การวิเคราะห์การยิง :
การวิเคราะห์การยิง หมายถึง การที่เรานำผลงานที่ยิงออกไปนั้นมาพิจารณาดูว่าขั้นตอนของการยิงทั้งหมดสมบูรณ์หรือไม่ มีข้อบกพร่องอย่างไร แล้วนำข้อผิดพลาดนั้นมาแก้ไข เพื่อให้การยิงในครั้งต่อไปมีประสิทธิภาพสมบูรณ์ที่สุด
2.การฝึกฝน :
การฝึกฝนสำหรับกีฬายิงปืนนั้นเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นิจึงควรให้มีการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องทั้งร่างกายและจิตใจ
3.เครื่องมือและอุปกรณ์ :
ในการแข่งขันกีฬายิงปืน อุปกรณ์สำคัญมีอยู่ 3 ชนิด คือ ปืน กระสุนปืน และเป้ายิง นอกจากนั้นยังมีอุปกรณ์อื่นๆเพิ่มเติมอีก เช่น เครื่องแต่งกาย อุปกรณ์ป้องกันเสียง ที่ปิดตา สลิง เป็นต้น

การยิงปืนทางยุทธวิธี

การยิงปืนทางยุทธวิธี มีหลายแบบ ดังนี้                
                 tactics shoot TCS   หรือ tactics shoot  เป็นการยิงปืนในระบบยุทธวิธีที่ถูกพัฒนามาจากลักษณะการยิงในระบบทหาร/ตำรวจ เพื่อให้ผู้เล่นเกิดทักษะในการเคลื่อนที่ การยิงในท่าทางต่างๆและการยิงในภาวะต่างๆ ความคุ้นเคยต่ออาวุธประจำกาย เพื่อให้เกิดการจดจำทักษะเหล่านั้น ซึ่งจะส่งผลดีในการลดความกดดันในขณะปฎิบัติงานจริง TCS หรือ tactics shoot เข้ามาในประเทศไทยในช่วงเวลาใดนั้นไม่เป็นที่แน่ชัด แต่สันนิฐานว่าเข้ามาพร้อมๆกับการฝึกร่วมคอบร้า โกลด์ ของไทย-สหรัฐ ซึ่งต่อมาก็แพร่หลายไปตามหน่วยงานต่างๆ ซึ่งเล็งเห็นถึงข้อดีของการแข่งขันในลักษณะนี้ ซึ่งปัจจุบันก็มีการบบรจุลงในแทบทุกกองพล และมีการแข่งขันจนถึงระดับ ภูมิภาค TCS ไม่เพียงเป็นข้อดีต่อเจ้าหน้าผู้ปฎิบัติงานเท่านั้น ยังมีผลต่อดีผู้เล่นพลเรือนทั่วไปในการด้านการฝึกฝนทักษะการใช้อาวุธ สมาธิ ไหวพริบและร่างกาย ถือเป็นการออกกำลังกายที่ไม่เลวอย่างหนึ่งทีเดียว
                 tactics shoot กับ IPSC
รูปแบบของ tactics shoot หรือการยิงปืนทางยุทธวิธีกับ ipsc นั้นใกล้เคียงกันครับ ไม่ว่าจะเป็นการจับเวลา การนับคะแนน สเตท หรือ เทคนิคการยิงจะต่างกันแต่เพียง รายละเอียดปลีกย่อย และเทคนิคการเข้าเป้าหมายหรือจัดท่ายิงเท่านั้น อีกสิ่งที่ค่อนข้างจะต่างไปอีกคือเรื่องของขนาดสถานที่และภารกิจในสเตทต่างๆ ซึ่งtactics shoot จะอาศัยพื้นที่มากกว่า เพื่อให้เหมาะสมกับระยะหวังผลของกระสุน รวมถึง ภารกิจที่เพิ่มขึ้นเพื่อทดสอบการตัดสินใจและไหวพริบของผู้เล่น ผู้เล่นหรือผู้แข่งขันจึงจะได้รับการทดสอบทั้งกำลังกายและฝีมือในการยิงไปพร้อมๆกัน เพื่อให้เกิดทักษะในการยิงและลดความตื่นตัวในการปะทะจริงลงมา ซึ่งทุกวันนี้ในหลายกองร้อย หลายๆกรมก็มีการจัดให้บุคลากรได้ทำการยิงในแบบยุทธวิธีอยู่ทุกเดือน เพื่อสร้างความตื่นตัวให้กับตนเอง  ในจำนวนสเตทต่างๆที่มีก็มีทั้งการยิงในจากระยะมาตราฐาน /การวิ่งข้ามเครื่องกีดขวางระยะทาง100เมตรแล้วยิง/การยิงพร้อมช่วยเหลือและลำเลียงผู้บาดเจ็บการยิงในภาวะมวลชนแวดล้อม/และพื้นฐานสุดคือการยิงเป้าเก็บคะแนน,เวลา ตามที่กำหนด ซึ่งจะเห็นว่ามีรูปแบบไม่ต่างจาก IPSC หรือยิงแบบรณยุทธมากเลย มีเพียงแต่ลักษณะอาวุธที่ใช้และเทคนิคการยิง ที่ต่างกัน ( ซึ่งพื้นฐานการยิงลักษณะนี้เป็นพื้นฐานเบื้องต้นของผู้ที่ต้องการทำงานด้าน PMC/PSD )
ลักษณะการยิงtactics shoot ที่คล้าย IPSC
การเคลื่อนที่เข้าหาเป้าหมายในจุดถัดไป
BB GUN กับ tactics shoot การยิงtactics shoot สามารถนำมาประยุกต์เล่นกับ BB ของเราได้เช่นเดียวกับ IPSC ของปืนสั้น โดยไม่ต้องปรับแต่งอุปกรณ์อะไรมากและผู้เล่นสามารถทำความเข้าใจได้ไม่ยากเช่นเดียวกันครับ เพียงแค่ผู้เล่น มีปืนยาวAEG ทั่วไป ที่ความแรงมากเพียงพอแค่เจาะทะลุเป้ากระดาษแข็งในระยะ 10-15 m หรือล้มเป้าไม้อัด ได้ในระยะ 5-10 เมตรก็เพียงพอแล้วครับ (ระยะในการยิงขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของสถานที่อาจลดลงมาได้อีกตามสมควร) พื้นที่ขนาด พอสมควร ที่จะวางเป้าในระยะต่างๆได้ นาฬิกาสักเรือน และไหวพริบที่เต็มเปี่ยมรวมถึงกำลังกายของผู้เล่น ก็สามารถสนุกกับการยิงในลักษณะนี้ได้แล้ว
การยิงในระยะต่างๆ
การยิงผ่านที่กำบังต่างๆ
ทั้งนี้ในสเตทที่ซับซ้อนขึ้น อาจมีข้อแม้มากขึ้นเช่น การวิ่งผ่ายเครื่องกีดขวางในจุดต่างๆแล้วยิง เมื่อยิงครบก็เคลื่อนที่ผ่านเครื่องกีดขวางใหม่ไปยิงในจุดต่อไปหรือการยิงพร้อมเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ ซึ่งอาจเล่นเป็นแบบทีมหรือเดี่ยวก็ได้เพื่อสร้างทักษะในการยิงขณะถอยร่นหรือมีผู้บาดเจ็บด้วย ทั้งนี้รูปแบบการยิงการเล่นสามารถปรับเปลี่ยนไปได้ตามการออกแบบของผู้จัดการ ซึ่งผู้เล่นจะต้องพบกับการยิงในลักษณะต่างๆที่แต่งต่างกันออกไป ไม่ว่านั่ง นอน ยืน ในลักษณะต่างๆ ซึ่งผู้เล่นก็จะได้เรื่องทักษะการยิงในท่าทางต่างๆเพิ่มขึ้น
การยิงในเงื่อนไขเคลื่อนย้ายผู้เจ็บแบบทีม

เตรียมเปิดสอบอีก 9,000 อัตรา

ตำรวจ เตรียมเปิดสอบอีก 9,000 อัตรา
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ [ สตช. ] ได้รับอนุมัติตำรวจชั้นประทวน [ นายสิบ ] ตั้งใหม่ จำนวน 9,000 อัตรา แบ่งเป็น

  • 1.ภารกิจถวายความปลอดภัย จำนวน 4,500 อัตรา แบ่งเป็น ภารกิจถวายความปลอดภัยเป็นภารกิจสำคัญของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
  • 1.1 ตำรวจนครบาล [ กรุงเทพมหานคร ]
  • 1.2 ตำรวจภูธรภาค 1 [ ภาคกลางตอนล่าง ]
  • 1.3 ตำรวจภูธรภาค 2 [ ภาคตะวันออก ]
  • 1.4 ตำรวจภูธรภาค 3 [ ภาคอีสานตอนล่าง ]
  • 1.5 ตำรวจภูธรภาค 4 [ ภาคอีสานตอนบน ]
  • 1.6 ตำรวจภูธรภาค 5 [ ภาคเหนือ ]
  • 1.7 ตำรวจภูธรภาค 6 [ ภาคกลางตอนบน ]
  • 1.8 ตำรวจภูธรภาค 7 [ ภาคตะวันตก ]
  • 1.9 ตำรวจภูธรภาค 8 [ ภาคใต้ตอนบน ]
  • 1.10 ตำรวจภูธรภาค 9 [ ภาคใต้ตอนล่าง ]
  • เกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับ “ตำรวจ” กับคำที่ได้ยินบ่อยๆ

    “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)” – เป็นส่วนราชการไทยซึ่ง “เทียบเท่ากรม” ไม่สังกัดกระทรวงใด หรือสำนักนายกรัฐมนตรี…..”ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี”

    “จเรตำรวจ” – ทำหน้าที่เป็นผู้ “ตรวจสอบ” หน่วยงานที่สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าได้ดำเนินการตามนโยบายที่กำหนดหรือไม่

    “ตำรวจนครบาล” – คือ ตำรวจในกรุงเทพ เช่น สถานีตำรวจนครบาลลาดพร้าว (สน.) เป็นต้น

    “ตำรวจภูธร” – คือ ตำรวจในจังหวัดอื่นที่ไม่ใช่กรุงเทพ เช่น สถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงใหม่ (สภ.) เป็นต้น (คำว่า สภ.ต. และ สภ.อ. เลิกใช้ไปแล้ว)

    “ตำรวจสันติบาล” – หน้าที่หลักคือ อารักขาบุคคลสำคัญ และดูแลด้านข่าวกรองเกี่ยวกับความมั่นคง

    “ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.)” – ตชด.นั้นคือตำรวจ ส่วนทหารนั้นไม่มีคำว่า ตชด. หลายๆคนจึงเข้าใจผิดอยู่คิดว่า ตชด. เป็นทหาร

    “กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)” – เป็นหน่วยงานของรัฐ สังกัดกระทรวงยุติธรรม มิใช่หน่วยงานของตำรวจแต่อย่างใด แต่ก็มีตำรวจทำงานอยู่ในนั้น

    รถไฟชนรถ Kerry คนขับดับ

    เหตุเกิดที่ราชบุรี: พบรถส่งของ Kerry Express ในสภาพรถที่ถูกชนพังยับ เมื่อรถผ่านทางรถไฟที่ไม่มีคนควบคุมข้ามเข้าสู่เส้นทางของรถไฟในอำเภอบ้านโป่งในเช้าวันเสาร์ ทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นที่ทางข้ามบ้านไทใหญ่ในตำบลท่าผาเวลา 10.20 น. เกรียงศักดิ์บัวพลเจ้าหน้าที่ประจำสถานีตำรวจภูธรบ้านโป่งกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกในการเดินทางเกิดขึ้นรถสีส้ม Kerry Express พร้อมแผ่นป้ายทะเบียนกรุงเทพ
    ด้านคนขับของรถปิคอัพพังและกระจกหน้าแตก คนขับรถที่ระบุภายหลังว่าจิรวัฒน์รักนิชเวชอายุ 37 ปีได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรงและเสียชีวิตที่โรงพยาบาลบ้านโป่ง

    ตำรวจกล่าวว่าพนักงานขับรถของ Kerry Express กำลังจะส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้าในหมู่บ้านใกล้เคียง รถปิคอัพของเขามาถึงหมู่บ้านบ้านไทใหญ่ในเวลาเดียวกันขณะที่รถไฟมุ่งหน้าจากธนบุรีไปยังสถานีน้ำตกในจังหวัดกาญจนบุรีกำลังใกล้เข้ามา รถไฟส่งเสียงแตร แต่รถกระบะวิ่งผ่านทางข้ามและถูกรถชน

    แรงกระแทกทำให้รถปิ๊กอัพกระเด็นไปประมาณ 200 เมตร

    ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ให้การกับตำรวจว่าพวกเขาเห็นรถปิคอัพขับมาด้วยความเร็วสูงก่อนจะข้ามทางรถไฟ พวกเขากล่าวว่าพวกเขายังคงตะโกนเพื่อเตือนคนขับว่ารถไฟกำลังมาถึง แต่เขาไม่ได้ยิน

    ปืนลูกซอง Commando

    ปืนลูกซอง Commando ขนาด 12 ปั๊มแอ็คชั่น ลำกล้องยาว 18.5 นิ้ว 

    เรียกว่าไปอุ้มมาจาก สน.อส.เลยละกันครับ
    ซื้อเสร็จ อุ้มกล่องใส่ปืน สีดำยาวๆใหญ่ๆ ขึ้น BTS แล้วไปต่อรถทัวร์กลับบ้าน  เสียวๆอยู่ แต่ทำหน้าตาเรียบร้อยเอาไว้
    มีใบคุมปืนมาด้วย เลยโล่งใจอยู่บ้างครับ นั่งอุ้มมาตลอดทางหลายชั่วโมง

    กระบอกนี้ ผมหาข้อมูลมาอยู่พักใหญ่ๆ ก็คิดว่าน่าจะเป็นปืนที่คุ้มราคาครับ 21500 บาท
    – ตั้งใจจะเอามาไว้ซ้อมมือ ไว้ติดบ้าน ไว้บรรจุแคร๊กๆ แคร๊กๆ สนุกๆ มันก็น่าจะตอบโจทย์ของผมได้ดี
    – ถ้าเกิดเหตุในบ้านจริงๆผมคงใช้ปืนพกสั้นมากกว่า เนื่องจากคล่องตัวกว่าเยอะเลย
    – กระบอกนี้เลยตั้งใจซื้อไว้ยิงเล่นที่สนามมากกว่าครับ จะว่าไปก็เกินความจำเป็นอยู่ครับ นี่ความอยากล้วนๆเลย
    – เพื่อนๆมาเห็น อยากได้มั่งอีก 2 – 3 คนเลย อิอิ
    – ผมนี่นับว่ามือใหม่มากสำหรบลูกซองครับ ยังมีปัญหาในการบรรจะตอนที่ดันลูกเข้าไป ต้องดันจนสุดลึกๆ แล้วรู้สึกว่า กลัวนิ้วโดนลิ้นป้อนกระสุนหนี
    – พอดันไม่สุด กระสุนก็ไม่เข้า เด้งออกมาที่บนลิ้นป้อนอีกซะงั้น ถ้าเป็นไปได้แทบอยากจะผ่าเปิดช่องใส่กระสุนให้กว้างขึ้นเลย
    – ลองใช้งานเบื้องต้น ถอดสปริงที่ดันกระโจมมือกลับ ออกไปแล้ว เพื่อให้ค้างสไลด์ได้ เคลียร์รังเพลิงได้ง่าย และบรรจุทางช่องคัดปลอกได้สะดวกขึ้น